Home » สรรหามาฝาก » แชร์ประสบการณ์ จากเริ่มต้นจนถึง 100ล้านบาท

แชร์ประสบการณ์ จากเริ่มต้นจนถึง 100ล้านบาท

บทความที่จะนำมาลงนี้  ผมพบเจอใน Pantip ครับ เป็นกระทู้แนะนำกระทู้หนึ่งที่น่าสนใจมาก เลยนำมาเผยแพร่ต่อครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายคน

เงินเพิ่ม

กระทู้นี้ตั้งใจที่จะแบ่งปันประสบการณ์ และเป็นแรงบันดาลใจ
ให้ คนที่ตั้งใจอยากจะมีชีวิตที่ดี

ตอนที่ 1/6 วัยเด็ก
ผมเกิดปี 2523 ที่ต่างจังหวัด มาโตในบ้านเช่าแถวสายใต้
ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ทาวเฮ้าส์ตอน 5ขวบ
พ่อผมเป็นพนักงานเอกชน ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน
ในบ้านนั้น มีน้าและญาติ มาอยู่ด้วยหลายคน
ฐานะครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง
ชีวิตก็เรื่อย ๆ มาจนผมอยู่ชั้น ม2

คุณพ่อเปิดบริษัทกับเพื่อน แล้วคุณแม่ก็เข้าไปช่วยงาน
จนมาเช่าตึกแถว เปิดเป็นร้านฮาร์ดแวร์
ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องเงิน
เรื่องเวลาในชีวิตประจำวัน จากเดิมเลิกเรียน
กลับบ้านทำการบ้าน ดูทีวี ก็เปลี่ยนเป็นเลิกเรียน
นั่งรถเมย์ไปร้าน ทำการบ้าน รอปิดร้าน
กลับบ้านดึก ๆ ได้ค่าขนมมากขึ้น เข้าเซเว่น ซื้อน้ำ ขนมได้

ต่อมาที่ร้านมีปัญหากับหุ้นส่วน เพราะ ร้านกำไรดี
หุ้นส่วนให้ญาติเค้าเป็นคนทำบัญชี ส่วนพ่อกับแม่เป็นคนดูแลร้าน
พอครบปีแรกมีกำไรก็จะขอแบ่งเงิน
แต่กำไรมันอยู่ในตัวสินค้ากับลูกหนี้
ซึ่งพอตกลงกันไม่ได้ ก็เลยหาคนมาเซ้งร้าน
แล้วเอาเงินมาแบ่งกัน ช่วงนี้ผมยังเด็ก
ไม่ได้สนใจอะไร รู้แต่ไม่ต้องไปร้านแล้ว
พ่อกับแม่กลับมาเปิดบริษัทใหม่ที่บ้าน
ใช้ชั้นล่างของทาวเฮ้าส์เป็นสำนักงาน
แล้วไปเช่าตึกแถว ใกล้บ้านเก็บของ

บทเรียนจากตอนที่ 1
แม้ว่าบทเรียนนี้ จะมาจากคำบอกเล่าของคุณแม่
แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญอย่างนึงที่ผมยึดถือมาตลอด
คือ หากเราจะชวนคนอื่นมาร่วมหุ้นด้วยแล้ว
ควรจะตกลงไว้ล่วงหน้าเลย ว่าใครทำหน้าที่อะไร
ผลตอบแทนจะแบ่งกันยังไง และ ที่สำคัญจะแบ่งกันเมื่อไหร่
ถ้าขาดทุนจะทำยังไง บางคนไม่เข้าใจเรื่องเงินหมุน
พอเห็นกำไร ก็คิดจะแบ่ง พอบอกไม่มีเงิน ก็ไม่พอใจ

อีกบทเรียนจากตอนนี้ คือ ที่ปรึกษาสำคัญมาก
พ่อกับแม่ผมไม่ได้เรียนมาทางธุรกิจ
ต้องอาศัยจ้างที่ปรึกษาบัญชี ช่วยดูแล
แม้ว่าจะต้องเสียเงิน แต่ก็คุ้มค่าอย่างมาก
แต่อย่างไรก็ตามบัญชีพื้นฐาน ก็เป็นสิ่งที่
เจ้าของกิจการทุกคนควรต้องเรียน
เพราะ จากคำบอกเล่า คือ ตอนนั้นแม่ผม
ก็ต้องไปลงเรียนคอสอบรมบัญชีด้วยเหมือนกัน

ตอนที่ 2/6 วัยรุ่น
บริษัทใหม่ที่เปิดที่ชั้นล่างของทาวเฮ้าส์นั้น แม่ผมเป็นคนดูแล
ส่วนพ่อก็ไปสมัครงานเป็นผู้จัดการที่บริษัทแห่งหนึ่ง
ซึ่งแม่เล่าว่า บางเดือน ต้องเอาเงินเดือนของพ่อ มาจ่าย
ให้พนักงานที่บ้าน เพราะ เงินหมุนไม่ทัน
ส่วนผมเองมีโอกาสได้ช่วย ในส่วนแรงงาน
เช่น ติดรถไปส่งของ หรือช่วยจัดของส่งลูกค้า
มีหยุดวันอาทิตย์  ชีวิตก็ดำเนินไป สัก 2-3ปี
ตอนนั้นสอบเทียบและเอ็นทรานส์ได้ ก็ต้องไปอยู่หอ
ระหว่างนั้น พ่อได้ชวนน้องชาย มาช่วยงานที่บริษัท

ผมนั้นไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ในคณะบริหารธุรกิจ
คุณพ่ออยากให้เรียนการตลาด แต่ผมชอบ
เรียนเกี่ยวกับตัวเลข และได้เรียนวิชาบังคับ
เป็นบัญชีเบื้องต้น ก็เลยตัดสินใจย้ายมาเรียน
เอกการบัญชีแทน จึงมีโอกาสได้เรียน
วิชาที่เอามาใช้ประโยชน์อีกหลายอย่าง
เช่น การควบคุมภายใน การวางระบบบัญชี
บัญชีต้นทุน บัญชีภาษีอากร
ฐานข้อมูลเพื่อการบัญชี ฯลฯ
พอช่วงปี 3 ผมเลิกกับแฟนเก่า
ก็เสียใจไปพักนึง ระหว่างนั้นก็พยายามหาอะไรทำ
ผมจึงใช้เวลาว่าง ศึกษาเรื่องการเขียนเว็บไซท์
การตัดต่อภาพโดยใช้โปรแกรม Adobe Photoshop
และ Microsoft Access พอขึ้นปี 4
ได้มีโอกาสเรียนห้องเดียวกันกับเพื่อนผู้หญิงคนนึงในกลุ่ม
ผมสังเกตนิสัยใจคอ และตัดสินใจจีบ
(ปัจจุบันเป็นภรรยา มีลูกด้วยกัน 2 คน)
ผมเริ่มคิดถึงอนาคต ถ้าเรียนจบแล้วจะทำอะไรดี
ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ จะมีแนวคิดว่า
จบแล้วไปตรวจบัญชี เก็บชั่วโมง
สอบใบอนุญาตให้ได้ เปิดสำนักงานบัญชี
แต่พอดีในปีนั้น มีหนังสือออกใหม่
ชื่อ พ่อรวยสอนลูก ขึ้นเป็นหนังสือแนะนำที่ร้านหนังสือ
พอได้อ่านแล้วก็ยิ่งมุ่งมั่นว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างให้เร็วที่สุด
ในตอนนั้นที่คณะ มีเปิดรับสมัคร ป.โท จึงไปสมัครไว้
และตอนใกล้จบเพื่อนๆไปสมัคร สนง.สอบบัญชี
ผมก็ตามไปสอบด้วย โชคดีได้ที่เค้ารับเข้าทำงาน

สารภาพเลยว่าชีวิตช่วงนี้ เป็นช่วงที่ผมไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน
มันเหมือนเป็นความกังวลอยู่ลึก ๆ คล้าย ๆ กับ
คนที่เดินทางหลางทาง แล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงทางแยก ที่มากมาย
ที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร

บทเรียนจากตอนที่ 2
เมื่อเรารู้ตัวว่าไม่เก่ง ควรหาความรู้ต่าง ๆ ติดตัวไว้
แม้จะไม่รู้ว่าสุดท้ายมันจะเอาไปทำอะไรได้

หนังสือเล่มนึงสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้
เมื่อความคิดเปลี่ยนแล้ว พฤติกรรมเราจะเปลี่ยน
วิธีการที่เราจะมีความสุขกับชีวิตก็จะเปลี่ยนไป

ตอนที่ 3/6 บทเริ่มต้น
หลังจากเข้าทำงานสอบบัญชี ก็ได้ตระเวนไป
ตรวจลูกค้าตามที่ต่างๆ เราไปอยู่กับลูกค้า 3วันบ้าง 10วันบ้าง
ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ สภาพการทำงานที่แตกต่าง
ตั้งแต่คนงานในโรงงานเงินเดือน 3พัน
ผู้บริหารเงินเดือนเหยียบล้าน
บางทีได้ไปออฟฟิสลูกค้าเป็นตึกสูงเสียดฟ้า
หรือไปตรวจโรงงานในนิคมที่กันดารมาก
ระหว่างนั้นเสาอาทิตย์ ก็เรียนต่อ ป.โท
เพื่อนในรุ่น มีทั้ง รวยมากเป็นร้อยล้าน
มีทั้งพนักงานกินเงินเดือน
มีทั้งอายุมากใกล้เกษียณ
มีทั้งเด็กจบใหม่เหมือนอย่างผม

พอทำงานได้ซัก 4เดือน
ก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิต คือ ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ
มีคนบาดเจ็บ ผมรีบพาคนเจ็บไปส่ง รพ. ตอนนั้นกลัวไปหมด
เลือดท่วมรถ แม้ว่าจะมีประกันชั้น 1 แต่เนื่องจากรูปคดี
คือ ทางเราเป็นฝ่ายถูก ทางประกันจึงไม่ยอมจ่ายง่ายๆ
ต้องให้ไปจบกันที่ศาล ผมเองไม่สบายใจมาก
เพราะ เราก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์ณ์แบบนี้
และไม่เข้าใจในขั้นตอน ทางญาติคนเจ็บเรียกร้องมาหลายแสน
ผมกับพ่อเข้าไปที่บริษัทประกันเพื่ออ้อนวอนให้เค้าจ่าย
เพราะอยากจะให้จบเรื่องโดยเร็ว แต่ทางประกันยืนยันต้องขึ้นศาล
ให้ศาลตัดสิน ผมพยายามวิ่งเต้นหาคนช่วย แต่ก็เปล่าประโยชน์
จนในที่สุดขึ้นศาล หลายนัด และผมก็ให้การไปตามจริง
ศาลตัดสินให้ รอลงอาญา และให้บริษัทประกันจ่าย
ส่วนคนเจ็บก็มีแผลเป็นขนาดใหญ่ที่แขน
และได้เงินตามที่ศาลตัดสิน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้
ผมยังรู้สึกเสียใจทุกครั้งที่นึกถึง ที่มีส่วนทำให้คนๆ นึงต้องมาเจ็บตัว

ในช่วงที่วุ่นวายใจอยู่นั้น ก็มีเหตุการณ์ซ้อนอีก คือ
มี HR ของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง
โทรมาตามให้ไปสัมภาษณ์งาน
ช่วงนั้นผมลากิจ เพื่อไปขึ้นศาล หลายครั้ง
ก็รู้สึกเกรงใจพี่ที่ทำงานตรวจบัญชีจึงคิดว่า
เราอยู่ก็จะเป็นตัวถ่วงเค้าเปล่าๆ
เพราะคดีก็อีกเป็นปีๆ อย่ากระนั้นเลย
ไปสัมภาษณ์ดูดีกว่า และ เมื่อได้งานที่ใหม่
จึงบอกลาออกกับที่เก่า

เมื่อได้มาทำงานที่ใหม่ ผมเปลี่ยนบุคลิก
เป็นคนร่าเริง อ่อนน้อมถ่อมตน
ขยันขันแข็ง พยายามเรียนรู้งานต่าง ๆ
ที่นี่ผมพบว่าเป็นสังคมที่ดี งานมีแคเรียพาร์ทชัดเจน
สวัสดิการดี ตอนนั้นผมมีความสุขกับชีวิตมาก
ทำงานมีเงินเดือน มีแฟน เรียนโท
เพื่อนร่วมงานดี มีรับ Job เขียนพวกเว็บไซท์
แฟนผมก็รับ Job ทำบัญชี แต่แล้วหลังจากทำงานที่นี่ได้ซัก 1ปี
คุณแม่ บอกให้กลับมาช่วยที่บ้าน เพราะ ที่บ้านมีปัญหา
ตอนไปบอกหัวหน้าว่าขอลาออก ผมต้องพูดทั้งน้ำตาไหล

บทเรียนจากตอนที่ 3
จากเหตุการณ์รถชน ทำให้ผมรู้ว่า
เราไม่ควรประมาทกับชีวิต ความเปลี่ยนแปลง
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน

เราใช้รถใช้ถนน ต้องมีความรับผิดชอบ
ประกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็มีขั้นตอนที่เราควรศึกษาไว้

ที่ทำงาน จะมีสังคมที่ดีได้ ต้องเริ่มจากทุกคน
ต้องช่วยกันสร้าง และ ไม่มีงานเลี้ยงใด ไม่เลิกรา

ตอนที่ 4/6 เริ่มต้นสงคราม
เมื่อกลับมาช่วยงานที่บ้าน ขณะนั้น แม่ผม เป็นผู้จัดการทั่วไป
ส่วนอา ที่พ่อชวนมาทำงานด้วยนั้นเป็นผู้จัดการขาย
สภาพขณะนั้น บริษัท มีผู้ถือหุ้นหลายคน
โดยมีพ่อผมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อา ที่มาทำงานด้วย
ก็ซื้อหุ้นไปบางส่วน บริษัท มีกำไร คุณพ่อก็ให้ปันผลแบ่งให้ผู้ถือหุ้น
คนทำงานก็ได้โบนัส กับค่าบริหาร
ยอดขายอยู่ประมาณเดือนละ 1-2ล้าน
แต่ที่น่าแปลกคือ จู่ๆ เงินเริ่มหายไปจากบริษัท
ซึ่งก่อนหน้านั้น อาผม มาขอแยกตัวไปเปิดบริษัทใหม่
แต่พ่อผมไม่ยอม

เนื่องจากผมเรียนบัญชีมา และ เคยตรวจสอบบัญชีมาก่อน
ผมจึงเริ่มต้นตรวจบัญชี ภายใน และ พบจุดผิดสังเกต หลายอย่าง เช่น
> คนซื้อ คนขาย คนอนุมัติ คนมาเบิกเงิน
เป็นคนเดียวกัน คือ อา ของผม
> เวลาพนักงานบัญชี ไปทวงถามรายละเอียด
สินค้าในบิล ก็จะไม่ยอมบอก
> พอแม่ผมไปถามว่าทำไมต้องซื้อร้านนี้
ซึ่งมันแพงกว่ามาก ก็บอกว่ามันเร็วมีของเลยลูกค้ารอไม่ได้
> สินค้าตัวเดิม เมื่อก่อนซื้อที่เก่า ขายได้กำไร 20%
พอมาซื้อร้านใหม่ เหลือกำไรขั้นต้น 2% - 3%
> พอผมเริ่มคุมสต๊อกเข้ม ก็เริ่มออกอาการ งอแง
หาว่าเราจับผิด

ในที่สุดคุณอาผู้น่ารัก ก็ลาออกไป พร้อมกับดึงลูกค้าไปด้วย
แถมยังปล่อยข่าวสารพัด บอกว่าเราโกงบ้าง
บอกว่าเราเจ๊งบ้าง เท่านั้นยังไม่พอ มีแอบติดต่อ
พนักงานในบริษัท ให้แอบเอารถไปขนของ
ซึ่งจับได้คาหนังคาเขา จึงไล่ออกไป 2คน
คู่ค้าหลายเจ้ายืนยัน ว่า อา ไปปล่อยข่าว
ว่าแม่ผมโกง โดยตั้งเอาชื่อพนักงานที่ไม่มีตัวตน
ไปทำเงินเดือนเบิกเข้ากระเป๋า
ซึ่งตรงนี้เป็นการบิดเบือนความจริง
โดยผู้ถือหุ้นทุกคนรู้อยู่แล้วว่า บริษัท มีไปกู้นอกระบบ
และ ต้องจ่ายดอกทุกเดือน จึงต้องเอาเงินตรงนี้ไปจ่าย
มีการทำบัญชีแจกแจง อยู่ตลอด 10ปี

เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงตัดสินใจชำระบัญชี
แล้วคืนเงินค่าหุ้นให้ผู้ถือหุ้นทุกคน (รวมทั้งคุณอาด้วย)
เงินที่เหลือ ที่ได้คืนมา ก็เอามาเป็นทุนเปิดบริษัทใหม่
พนักงานที่เหลือก็โอนย้ายมา
โครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทใหม่ ก็เปลี่ยนไป
เหลือ ผม ภรรยา และ ญาติผมถือหุ้นส่วนน้อยอีก 2 คน

ตรงนี้พอผ่านมา สิบกว่าปี ผมนึกย้อนดู
จึงเห็นว่า ณ.วันนั้นที่ อา มาขอแยกตัว
ออกไปเปิดบริษัทเอง ก็คงเป็นเพราะ
เห็นว่าบริษัท มีกำไร ปีละ หลักล้าน
บริษัทมีพนักงานแค่ 10กว่าคน
ถ้าทำเองคนเดียวก็น่าจะทำได้ อีกอย่าง
แม่ผมบางทีก็ดูสบายมาก เพราะ ไปพักเที่ยง
กลับมาบ่าย 3 บางทีก็หายไปข้างครึ่งวัน
ถ้าคิดกลับกัน ผมเป็นคนทำงานก็คงไม่พอใจเท่าไหร่

บทเรียนจากตอนที่ 4
ระบบการควบคุมภายในเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
สำหรับการทำงานที่มอบอำนาจให้คนอื่นดูแล
หากทำเองคุมเอง ก็ไม่ต้องพึ่งพาระบบควบคุมภายใน
แต่หากจะให้คนอื่นช่วยทำ ก็ต้องคิดเรื่องระบบให้มาก

ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย จ่ายให้หนัก
เหลือแล้วค่อยเป็นของผู้ถือหุ้น ไม่งั้นใครจะอยากทำงานให้

ผู้ถือหุ้นเยอะ ตัวหารก็เยอะ

มีบัญชีเดียว เสียภาษีถูกต้อง ดีที่สุดเพราะ
มันจะเสริมกับระบบควบคุมภายใน
ทำให้คุณดูแลงานได้อย่างสบายใจ
เอาเวลาไปพัฒนาเรื่องที่จำเป็น

ตอนที่ 5/6 ชีวิตใหม่
ขอย้อนไปในตอนที่แล้ว ช่วงเวลา ที่ผมมาเริ่มช่วยงานที่บ้านนั้น
ก็เป็นช่วงเวลาที่ผมแต่งงานกับภรรยา
และเธอก็เข้ามาช่วยงานที่บริษัท อีกทั้งเงินสินสอดต่าง ๆ
ก็มาลงในบริษัททั้งหมด ซึ่งเมื่อชำระบัญชี
พ่อและแม่ผมก็ยอมที่จะไม่ถือหุ้นในบริษัทใหม่
ในที่สุดบริษัทใหม่ก็เริ่มเดินหน้า

แน่นอนครับ ช่วงแรก เราสู้คู่แข่งไม่ได้
ผมเองต้องเคลียร์ปัญหาเก่าที่ถูกทิ้งไว้
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสต๊อกหาย รวมถึง
การที่มี จนท. สรรพากร มาตรวจ บริษัทเก่า
เนื่องจากเราชำระบัญชี เราต้องสร้างระบบควบคุมภายใน
รับสมัครพนักงานใหม่ กลางวันทำงาน
กลางคืนก็ทำงาน พูดได้ว่า ชีวิตข้าวใหม่ปลามัน
คงไม่เหมือนของหลาย ๆ คนแน่นอน

ในจังหวะนั้นเอง ผมเจอรุ่นน้องคนหนึ่งโดยบังเอิญ
ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ได้ความว่าน้องเค้าขายแอมเวย์
เป็นระดับเพชร เค้าชวนให้ผมและภรรยา เข้าร่วมด้วย
แน่นอนครับ ผมเข้าร่วมด้วยความอยากรู้
ผมและภรรยาทำอยู่กี่เดือนจำไม่ได้ก็เลิกทำ
และกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่จากประสบการณ์คราวนั้น
ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะ
เรื่องการรู้จักตัวเอง รู้วิธีจัดการความกลัว และ
ได้สัมผัสความมุ่งมั่นในชีวิตของหลาย ๆ คน

ถัดจากนั้น ภรรยาผมต้องการจะมีบ้านแยกจากบริษัท
จึงตระเวนไปดูหมู่บ้านต่าง ๆ และได้ขอยืมเงินแม่ยาย
มาเพื่อซื้อบ้านหลังแรก แต่ด้วยไม่ค่อยมีเงิน
จึงได้แต่บ้านเปล่า ๆ มา ในจังหวะนั้น
น้องภรรยาเรียนจบมาทำงาน และ อยู่ช่วงเปลี่ยนงาน
จึงชวนกันมาช่วยงานที่บริษัท

เมื่อทุกอย่างพร้อม ชีวิตใหม่ก็เริ่มเดินหน้า
ในปีที่น้องภรรยามาช่วยนั้น เราตกลงแบ่งค่าบริหารกัน
คนละ 3แสนบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้จับเงินก้อน
มากขนาดนั้น เรารู้สึกดีใจมากกกกกกกกก จากวันนั้นเป็นต้นมา
เราก็ตั้งใจทำงาน บริการลูกค้าเต็มที่ กลางวันทำงาน
กลางคืนก็ทำงาน เสาร์ อาทิตย์ก็ทำงาน
ได้หยุดพักกันแค่เทศกาลหยุดยาว ๆ เท่านั้น
ยอดขายก็เพิ่มขึ้น พนักงานก็เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ
แก้ปัญหารายวัน วางแผนระยะยาว
สรรหากลยุทธ์ทุกอย่าง
เพื่อมาลบคำสบประมาท ที่ว่า
“ถึงมีเงิน แต่เป็นเด็กทำงานไม่เป็น เดี๋ยวก็คงเจ๊ง”

ในช่วง 2-3 ปีแรกของบริษัทใหม่นั้น
ยอมรับว่ายังมีความโกรธ และ ความเกลียด อยู่ในใจตลอด
แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดี หรืออย่างไร วันนึงผมนึกขึ้นได้
ว่าตอนเด็ก ๆ คุณพ่อเคยบังคับสวดมนต์ คาถาชินบัญชร
และถูกส่งไปอยู่วัดป่า ที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา
อยู่ประมาณ 1 เดือน ผมจึงหาหนังสือสวดมนต์มา
และเริ่มสวดบทยาว ทั้งคาถาชินบัญชร พาหุง
อิติปิโสเท่าอายุ คาถาเงินล้าน และ
จบด้วยแผ่เมตตา ให้เจ้ากรรมนายเวร ซึ่งก็คือ คุณอา ที่เป็นคู่แข่ง
ก็ทำทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน
เมื่อใจเราให้อภัยและปล่อยวางได้แล้ว ก็เกิดมุมมองใหม่
งานเดิมเคยโทษคู่แข่ง ก็มามองใหม่ว่าเป็นเพราะเราเองนั่นแหละ

บทเรียนจากตอนที่ 5
คู่ชีวิตสำคัญมาก ทัศนคติ และ ศีลธรรม ต้องอยู่ในระดับเดียวกัน จึงจะไปกันได้

ปัญหาแม่ผัว ลูกสะใภ้ มีทางแก้ไขได้ ถ้าคนตรงกลางคือสามี
ทำหน้าสามีและลูกที่ดี อย่าละทิ้งความตั้งใจ
ที่จะให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

บริษัทมีปัญหา ดูที่ตัวเองก่อน ก่อนโทษคนอื่น
ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่เรานี่แหละ

งานขายสำคัญมาก เจ้าของต้องขายเองเป็น
ขายไม่เก่งไม่เป็นไร แต่ต้องทำเป็นก่อน

พนักงานเป็นทรัพยากรที่สำคัญของบริษัท
ไม่มีพนักงาน ก็ไม่มีลูกค้า บริษัทก็อยู่ไม่ได้

จิตใจที่เป็นกลาง ปราศจากอคติ ทั้งปวง
เป็นจิตที่เหมาะแก่การทำงานแก้ปัญหา
จนถึงปัจจุบันผมมักจะถามตัวเองเสมอว่าเรารู้สึกอย่างไร
กำลังโกรธ หรือกลัวเรื่องอะไรอยู่ กำลังใช้ความโลภ
ตัดสินใจเรื่องหรือไม่ หรือ ทำไมจึงลังเลเรื่องนี้
(รวมถึงใช้ในการเลือกหุ้นด้วย อิอิ)

ตอนที่ 6/6 เข้าโหมดเรียนรู้ และ พัฒนา
ผมขอเริ่มตอนนี้ด้วย ตัวเลขก่อน แล้วจะอธิบายถึงแง่มุมต่าง ๆ ผ่านตัวเลข
ปี 2552 ยอดขาย 45ล้าน กำไรสุทธิ 1.8ล้าน
ปี 2553 ยอดขาย 138ล้าน กำไรสุทธิ 6ล้าน
ปี 2554 ยอดขาย 195ล้าน กำไรสุทธิ 8ล้าน
ปี 2555 ยอดขาย 255ล้าน กำไรสุทธิ 26ล้าน
ปี 2556 ยอดขาย 288ล้าน กำไรสุทธิ 29ล้าน
ปี 2557 ยอดขาย 284ล้าน กำไรสุทธิ 30ล้าน
ปี 2558 ยอดขาย 247ล้าน กำไรสุทธิ 26ล้าน

สังเกตเห็นอะไรมั้ยครับ
องค์กรแห่งการเรียนรู้ และ แบ่งปันความรู้ ตั้งแต่เริ่มต้นบริษัท
ผมพบว่าความรู้ต่าง ๆ ไม่มีการรวบรวมอย่างเป็นระบบ
ทำให้ต้องพึ่ง key man ในการดำเนินงาน
ผมจึงเริ่มใช้ความรู้ MS Access เขียนโปรแกรมเก็บข้อมูล
และแชร์ให้กับพนักงานดูข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกัน
เมื่อพนักงานใหม่เข้าเวลา ระยะเวลาในการเรียนรู้ก็ลดลง
ทำให้คนที่เข้ามาสามารถทำงานได้ดีขึ้น

ขายของบัญชีเดียว ไม่ปวดหัว เสียภาษีถูกต้อง
นอนหลังสบายไม่ต้องกังวล เคยมี จนท.สรรพากรมาตรวจ
เราใช้เวลาน้อยมาก ในการนำส่งเอกสาร
และ สรุปยอดค่าปรับ เพราะบัญชีเราไม่มีปัญหา
มีต้องเสียค่าปรับบ้างเล็กน้อย
เพราะเป็นประเด็นที่เราไม่รู้ขอกฏหมายจริงๆ

ระบบควบคุมภายใน ช่วยให้เราไม่ต้องกังวล
ว่าลูกน้องจะทุจริต ไม่ต้องห่วงว่าลูกค้า ร้านค้าจะโกง
ทำให้เรามีเวลาแก้ไขปัญหาอื่นที่สำคัญของธุรกิจ
ในปีหลังๆ เราสามารถขายให้ลูกค้าได้ถูกลง โดย เราได้กำไรมากขึ้น

ปัญหาเงินหมุนสำคัญมาก เราเคยต้องบอกลูกค้า
ขอหยุดขาย เพราะ ไม่มีเงินจะซื้อของ
เราพลาดตรงไหน เมื่อตรวจดูจึงรู้ว่าเราไม่ควบคุม
วงเงินเครดิต แม้ว่าลูกค้าจะจ่ายดี จ่ายตรง
แต่เมื่อรับงานใหญ่เกินตัว โดยไม่ได้เตรียมเงินทุนไว้
ก็ช็อตได้เหมือนกัน

มีลูกค้าที่ผมนับถือ ได้สอนผมว่า ให้ดูแลพนักงานให้ดี
ให้เค้ามีความสุข ให้เค้ามีก้าวหน้า ทุกคนต้องการ
ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ผมจึงพยายามนำคำสอนของท่าน
มาปรับใช้กับบริษัท พยายามให้ผลตอบแทนมากที่สุด
เท่าที่จะทำได้ บริษัท พนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้นต่างก็ก้าวหน้าไปพร้อมกัน

สำหรับซีรี่ย์นี้ขอจบด้วย 6ตอน ที่เล่ามานี้
หากทุกท่านเห็นว่ามีประโยชน์
โปรดช่วยกันโหวต แล้วผมจะทยอยเขียนเล่าประสบการเพิ่มเติมต่อไป

ขอให้ทุกท่านโชคดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM