Home » สรรหามาฝาก » เรื่องเล่าจาก Pantip ประสบการณ์เงิน 3,050 บาท กับการออกจากบ้านเรียนรู้ชีวิต

เรื่องเล่าจาก Pantip ประสบการณ์เงิน 3,050 บาท กับการออกจากบ้านเรียนรู้ชีวิต

ประสบการณ์เงิน 3,050 บาท กับการออกจากบ้านเรียนรู้ชีวิต (เปลี่ยนคติและการใช้ชีวิตวัยรุ่นคนนึงอย่างผม)

สวัสดีครับ วันนี้ผมมีเรื่องอยากมาแชร์ให้ฟังหลังจากที่ผ่านมันมาได้อย่างทุลักทุเล (คล้ายๆกับชีวิต 1 เดือนกับเงิน 800 ของพี่คนนึงในพันทิป)

ซึ่งหลังจากผมดูละครสั้น ชีวิต 800 ของพี่ในพันทิปท่านนึงผมก็เลยคิดนะว่ายังมีคนที่ทุลักทุเลกว่าผมตั้ง 200 บาท อะมาเริ่มกันเลย (1 ต.ค. 56 - 1 ม.ค. 57)...

ชีวิตเด็กอายุ 18 ปีคนนึงที่อยากจะหนีออกจากบ้านมาหาอะไรใหม่ๆให้ชีวิตเพื่อที่วันนึงเราจะมีเงินมากพอที่จะกลับบ้านไปอย่างภาคภูมิใจ แต่แล้ว!!
มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้นหน่ะสิครับผมมีเงินในตัวอยู่ 3,050 บาทนั่งรถไปคนเดียวในเมืองเพื่อไปหางานด้วยวุติ ม.3 ซึ่งสิ่งแรกที่ผมต้องทำเมื่อผมไปถึง แน่นอน
ครับหาที่พัก นั่งรถไป 35 บาท พอไปถึงก็หาข้าวกินไปอีก 40 บาท (เหลือ 2,975) หลังจากนั้นก็ตะลอนหางานในช่วงบ่าย ไปหลายที่ครับ ส่วนมากบอกว่าจะ
ติดต่อกลับมา จนไปสะดุดร้านอาหารร้านนึงซึ่งบอกว่ารับพนักงานด่วนพร้อมทำงาน นั่นแหละครับผมก็ตรงดิ่งหาเจ้าของร้านเพื่อสมัครงาน เขาถามพร้อมทำงานเมื่อไหร่ผมก็บอกว่าพรุ่งนี้เลยครับ ตกลงกันด้วยเงินจำนวน 300 บาท/วัน หลังจากนั้นผมก็หาห้องเช่าไกล้ๆที่ทำงานสรุปไปได้ห้องพักเล็กๆเก่าๆห้องนึง ห้องน้ำรวม (บรรยากาศไม่ดีเอาซะเลยแถมในห้องก็ว่างเปล่า) แต่ก็โอเคครับกับราคาเดือนละ 1,000 บาท มัดจำ + ประกัน ก็ 2,000 บาท ค่าถ่ายเอกสารสมัครงานและเป็นหลักฐานเช่าห้องก็ 5 บาท ตอนนี้ผมเหลือเงิน 970 บาทนะครับ ผมก็ไปร้านขายของชำเพื่อซื้อของใช้ส่วนตัวต่างๆหมดไปอีก 105 บาท และซื้อน้ำขวดลิตร 15 บาทเพื่อเอาไว้กดน้ำ ตอนนี้ผมเหลือเงิน 850 บาทครับกับเวลา 1 เดือน ผมโชคดีครับที่ร้านเค้ามีข้าวให้ฟรี 1 มื้อคือมื้อเย็นเท่ากับเช้าและกลางวันผมต้องหาข้าวกินเอง ผมวางแผนและทำบัญชีครัวเรือนของผมเองตั้งแต่วันแรกที่ออกมา และแน่นอนครับกว่าเงินเดือนจะออกกับงบการใช้เงินวันละ 28 บาทผมก็ไปทำงานโดยเช้าตื่นมาผมก็ออกไปซื้อข้าวถุงใหญ่ๆ ถุงละ 5 บาทมาสองถุง และไข่ชะอมร้านน้ำพริก 15 บาทผมกินแบบนี้อยู่ 1 เดือนเต็มๆครับในหัวคิดแค่ "กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน" และนั่นแหละครับผมใช้เงินกับอาหารเช้าและกลางวันเพียง 25 บาทน้ำก็กดมาจากร้านอาหารที่ผมทำวันละขวด และแน่นอนครับระหว่างเดือนที่ทำงาน ก็เหนื่อยและมีท้อบ้างเป็นธรรมดา แต่โชคดีที่ผมเจอเพื่อนร่วมงานที่ดีและคุยเข้าขากันโดยเฉพาะพ่อครัวที่มีชีวิตคล้ายๆกับผมในวัยเด็กๆ วันๆผมก็เสิร์ฟอาหารล้างแก้วคอยดูแลความเรียบร้อยในร้านซึ่งผมก็มีความสุขกับงานได้เจอลูกค้าทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป มีป่วยบ้างไม่สบายบ้างก็ซื้อยาไว้แผงนึง 10 บาทไว้กินเวลาป่วย เพราะผมกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ร่างกายก็มีทรุดบ้างบางเวลา แต่ผมเป็นคนออกกำลังกายครับตอนเช้าผมก็กระโดดเชือกวิดพื้นซิทอัพในห้องของผม ก็เลยแข็งแรงและป่วยน้อยมากๆ

และผมก็นับวันรอ โดยที่ทำงานของผมนั้นลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ดีนะครับรวยๆทั้งนั้น แต่ธิปที่ได้จะเป็นทิปรวมจะจ่ายพร้อมกับเงินเดือน (เจ้าของร้านเป็นคนเป๊ะเรื่องเงินมากๆ) ผมใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข (ระดับล่างๆ) แต่ไม่ถึงกับทุกข์ โดยสิ่งที่ผมใช้ในการผ่อนคลายมีอย่างเดียวครับคือเพลงในโทรศัพท์มือถือและหนังสือในร้านอาหาร

ซึ่งผมก็ทำงานอย่างตั้งใจและอยู่ในกรอบของการทำงานจนเจ้าของร้านเค้าก็เริ่มรักและเอ็นดูเรา บางวันก็ซื้อขนมเข้ามาฝากซื้อของอร่อยๆมาฝากถามมีเงินใช้ไหม มีปัญหาอะไรก็บอกป้าได้นะ (ผมก็ตอบว่ามีครับพร้อมกับยิ้มนิดๆ) + กับผมเป็นที่รักของลูกค้าในร้านเพราะผมบริการดีเค้าก็ชมผมก็ดีใจครับ

สรุปเรื่องทั้งหมดนะครับจากการที่ผมออกจากบ้านมาครั้งนี้สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ชีวิตว่า...

จากเด็กที่แบมือขอเงินพ่อใช้เที่ยวเรียนกินของแพงๆและเล่นเกมส์ไร้สาระไปวันๆ(บ้านผมมีฐานะปานกลางนะครับไม่ได้รวยอะไรมั้ง แหะๆ) แต่ผมมีเพื่อนครับ เพื่อนที่ชวนไปไหนไม่เคยไป ชีวิตมีแต่ งาน งาน งาน ผมก็เลยถามว่า ไม่คิดจะออกไปกับเพื่อนฝูงบ้างหรอ มันก็ตอบผมว่า กูก็อยากไป แต่กูต้องทำงาน กูไม่ได้มีแบบกูต้องหาเลี้ยงทั้งน้อง และอะไรหลายๆอย่างในครอบครัว ผมได้ยินคำนี้ออกมาเท่านั้นแหละมันจี้จุดผมมากจนผมคิดว่าเออหว่ะ กูนี่ไร้สาระมากเลยชีวิตควรจะทำอะไรได้แล้ว จนผมได้ลองออกมาค้นหาชีวิตในแบบของเพื่อนผม (ลำบากกว่าผมด้วยซ้ำไป) ผมถึงได้รู้ว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้สวยหรูเหมือนกันทุกคนเสมอไป เพราะเงินที่เราใช้นั้นเราควรจะถามตัวเองว่า เราขอมาแบบง่ายๆ หรือเราเหนื่อยมาด้วยตัวเอง

หลังจากผ่านไป 3 เดือนผมก็ลาเจ้าของร้านกลับบ้านและขอบคุณเค้า

พอกลับมาบ้านผมก็นั่งบนที่นอนอาบน้ำเปิดแอร์เปิดเพลงลั่นห้องและร้องไห้ด้วยความดีใจที่ทำได้ และเข้าไปกราบปู่กราบย่ากราบพ่อและบอกรักท่านและขอบคุณที่เลี้ยงผมมาจนโตและขอโทษในสิ่งที่ผมทำผิดพลาดไป

สรุปการเงินใน 1 เดือน และหลังจากออกจากงานมาบ้าน
มีเงินไป 3,050 บาท
จ่ายค่ารถ 35 บาท
ค่าข้าวค่าน้ำวันแรก 55 บาท
จ่ายค่าถ่ายเอกสาร 5 บาท
ค่ามัดจำห้อง 2,000 บาท
จ่ายค่าของใช้ส่วนตัวไป 105 บาท
ค่ายาพารา 10 บาท
คงเหลือ 850 บาท
ค่าข้าวไข่เจียวสองมื้อวันละ 25 บาท/1 เดือน = 775 บาท
เงินเดือนออกเดือนแรก 11,150
จ่ายค่าเช่า 1,250 บาท (รวมน้ำไฟเหมาเพราะใช้น้อยมากๆ)

หลังจากนั้นผมก็ใช้ชีวิตคนธรรมดาทั่วไป ต่ออีก 2 เดือนเพื่อเอาเงินมัดจำค่าห้องคืน โดยซื้อลำโพงแบบต่อโทรศัพท์ถูกๆไว้ฟังเพลง เติมเงินค่าโทรศัพท์เพื่อต่อ internet ไว้แก้เหงา ซื้อข้าว 2 ถุง กับข้าว 1 อย่าง ขนม 1 อย่าง ตอนนั้นผมไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนๆและครอบครัวเลยทาง Social และพอกลับถึงบ้านผมก็นับเงินที่เหลือ 17,000 กว่าบาท (หลังๆผมไม่ได้ทำบัญชีครัวเรือนแต่ก็ยังใช้เงินประหยัดเหมือนเดิม)

และผมก็เอาเงินจำนวนนั้นซื้อของที่อยากได้ด้วยเงินที่ผมหามาเองและเอาส่วนที่เหลือเข้าบัญชี โดยที่ผมมีคติว่า "ไม่ตามเทคโนโลยี เพราะว่ามันออกมาไม่มีที่สิ้นสุด ของที่ว่าใหม่แล้วสักวันมันก็ต้องตกกระป๋อง จะอวดกันไปทำไมในเมื่อของที่มีก็ยังใช้ได้"

บางทีการใช้ชีวิตแบบติดดินไม่ฟุ้งซ่านกับแสงสีมันก็มีความสุขได้ในแบบที่เราเป็น และอะไรที่ทำแล้วมีความสุขโดยที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ทำเถอะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบ ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ .

ด้วยความเคารพ...พรหมพยัคฆ์...

แหล่งที่มา : http://pantip.com/topic/33813363

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM