Home » สรรหามาฝาก » “แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก” กับทิศทางของตลาดการค้าชายแดน

“แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก” กับทิศทางของตลาดการค้าชายแดน

การค้าขายแม่สาย

           ในยุคที่การค้าเสรีเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากดังเช่นปัจจุบัน หลายคนอาจจะนึกถึงภาพการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างชาติโดยผ่านการบรรทุกสินค้าผ่านทางเรือสำเภา หรือท่าอากาศยาน แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีการค้าขายแลกเปลี่ยนอีกรูปแบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การค้าชายแดน

            หากกล่าวถึง อ.แม่สาย ซึ่งเป็นอำเภอที่ตั้งห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง 60 กิโลเมตร คงจะเป็นที่รู้จักกันอย่างดีของบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างประเทศ เพราะแม่สายเป็นด่านพรมแดนที่สำคัญจุดหนึ่ง ระหว่างประเทศไทยและเมียนมาร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศใช้พรมแดนนี้ติดต่อค้าขายและไปมาหาสู่กันเป็นเวลานับหลายสิบปีมาแล้ว

            ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ด่านศุลกากรสมัยนั้นยังไม่เข้มงวดเท่ากับในปัจจุบัน มีเพียงสะพานข้ามแม่น้ำสาย กับป้ายรั้วเล็กๆที่ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งบอกเขตเท่านั้น จึงหมายความว่าชาวบ้านสมัยนั้น สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างค่อนข้างเสรี ซึ่งลักษณะตลาดชายแดนในสมัยนั้นยังคงเป็นตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภคเป็นส่วนใหญ่ อาทิเช่น น้ำมัน ข้าวสาร เนื้อสัตว์ป่า ตะกร้าหวาย เหล้า ฯลฯ ภายหลังต่อมาเมื่อตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภคเริ่มอยู่ตัว ชาวบ้านทั้งสองฝั่งสามารถผลิตสินค้านั้นๆได้เอง การแลกเปลี่ยนจึงมีบทบาทลดลง

            ในยุคต่อมาลักษณะของตลาดก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยทั้งฝั่งแม่สายและท่าขี้เหล็กกลายเป็นตลาดเพชร-พลอย และอัญมณี ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของภูมิภาค เนื่องจากอัญมณีของเมียนมาร์ได้ถูกจัดอันดับเป็นอัญมณีน้ำงามของภูมิภาคอาเซียน แต่นอกจากอัญมณีแล้วตลาดของทั้งสองฝั่งยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่นำเข้ามาจากประเทศจีน จำหน่ายกันมากมายอีกด้วย ซึ่งก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาเหล่านักท่องเที่ยวไม่น้อยเช่นกัน

            แต่ในปัจจุบันตลาดฝั่งแม่สายก็ยังคงเป็นตลาดอัญมณี และสินค้าอุปโภคจากประเทศจีนอยู่ แต่ในส่วนของฝั่งท่าขี้เหล็กนั้นได้กลายมาเป็นตลาดขายสินค้าแบรนด์เนมที่ผลิตในจีน โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายของเมียนมาร์ ซึ่งไม่มีการคุ้มครองกฎหมายลิขสิทธิ์ จึงทำให้สามารถจำหน่ายสินค้าดังกล่าวกันได้อย่างแพร่หลาย ซึ่งสินค้าเหล่านั้นเองก็สร้างเม็ดเงินสะพัดในเขตพื้นที่ได้ไม่น้อยเช่นกัน

            แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในปี 2558 บรรดาเหล่า 10 ประเทศในภูมิภาคนี้ จะต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ร่วมกัน ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าทางเมียนมาร์จะปรับแก้กฎหมายทางด้านลิขสิทธ์หรือไม่ ซึ่งหากมีกฎหมายนั้นขึ้นมาบรรดาเหล่าแม่ค้าอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปค้าขายสินค้าชนิดอื่นแทน  ถึงกระนั้นแล้วทิศทางของตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเช่นไร? เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเรื่องหนึ่งเช่นกัน

           ในยุคที่การค้าเสรีเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากดังเช่นปัจจุบัน หลายคนอาจจะนึกถึงภาพการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างชาติโดยผ่านการบรรทุกสินค้าผ่านทางเรือสำเภา หรือท่าอากาศยาน แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีการค้าขายแลกเปลี่ยนอีกรูปแบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การค้าชายแดน             หากกล่าวถึง อ.แม่สาย ซึ่งเป็นอำเภอที่ตั้งห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง 60 กิโลเมตร คงจะเป็นที่รู้จักกันอย่างดีของบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างประเทศ เพราะแม่สายเป็นด่านพรมแดนที่สำคัญจุดหนึ่ง ระหว่างประเทศไทยและเมียนมาร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศใช้พรมแดนนี้ติดต่อค้าขายและไปมาหาสู่กันเป็นเวลานับหลายสิบปีมาแล้ว             ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ด่านศุลกากรสมัยนั้นยังไม่เข้มงวดเท่ากับในปัจจุบัน มีเพียงสะพานข้ามแม่น้ำสาย กับป้ายรั้วเล็กๆที่ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งบอกเขตเท่านั้น จึงหมายความว่าชาวบ้านสมัยนั้น สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างค่อนข้างเสรี ซึ่งลักษณะตลาดชายแดนในสมัยนั้นยังคงเป็นตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภคเป็นส่วนใหญ่ อาทิเช่น น้ำมัน ข้าวสาร เนื้อสัตว์ป่า ตะกร้าหวาย เหล้า ฯลฯ ภายหลังต่อมาเมื่อตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภคเริ่มอยู่ตัว ชาวบ้านทั้งสองฝั่งสามารถผลิตสินค้านั้นๆได้เอง การแลกเปลี่ยนจึงมีบทบาทลดลง             ในยุคต่อมาลักษณะของตลาดก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยทั้งฝั่งแม่สายและท่าขี้เหล็กกลายเป็นตลาดเพชร-พลอย และอัญมณี ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของภูมิภาค เนื่องจากอัญมณีของเมียนมาร์ได้ถูกจัดอันดับเป็นอัญมณีน้ำงามของภูมิภาคอาเซียน แต่นอกจากอัญมณีแล้วตลาดของทั้งสองฝั่งยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่นำเข้ามาจากประเทศจีน จำหน่ายกันมากมายอีกด้วย ซึ่งก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาเหล่านักท่องเที่ยวไม่น้อยเช่นกัน             แต่ในปัจจุบันตลาดฝั่งแม่สายก็ยังคงเป็นตลาดอัญมณี และสินค้าอุปโภคจากประเทศจีนอยู่ แต่ในส่วนของฝั่งท่าขี้เหล็กนั้นได้กลายมาเป็นตลาดขายสินค้าแบรนด์เนมที่ผลิตในจีน โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายของเมียนมาร์ ซึ่งไม่มีการคุ้มครองกฎหมายลิขสิทธิ์ จึงทำให้สามารถจำหน่ายสินค้าดังกล่าวกันได้อย่างแพร่หลาย ซึ่งสินค้าเหล่านั้นเองก็สร้างเม็ดเงินสะพัดในเขตพื้นที่ได้ไม่น้อยเช่นกัน             แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในปี 2558 บรรดาเหล่า 10 ประเทศในภูมิภาคนี้ จะต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ร่วมกัน ซึ่งทำให้เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าทางเมียนมาร์จะปรับแก้กฎหมายทางด้านลิขสิทธ์หรือไม่ ซึ่งหากมีกฎหมายนั้นขึ้นมาบรรดาเหล่าแม่ค้าอาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปค้าขายสินค้าชนิดอื่นแทน  ถึงกระนั้นแล้วทิศทางของตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเช่นไร? เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเรื่องหนึ่งเช่นกัน

Review Overview

Summary : ให้คะแนนบทความนี้

User Rating: 1.7 ( 1 votes)
0

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM