Home » สรรหามาฝาก » เงินสี่ด้าน งานสี่ประเภท กับ อิสรภาพทางการเงิน

เงินสี่ด้าน งานสี่ประเภท กับ อิสรภาพทางการเงิน

เงินสี่ด้าน

คนด้าน E ( ลูกจ้าง ) Employee

คำว่า มั่นคง และ สวัสดิการ ตอบสนองความรู้สึกกลัวไม่มีเงิน เพราะหากรู้สึกกลัว ความมั่นคงจะผุดขึ้นมาทันที ซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ดังนั้นพวกเขาจึงปรารถนาความมั่นคง และคำว่า สวัสดิการ จะทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น เช่น ประกันสุขภาพ  หรือ โครงการเกษียณอายุ  ( เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ )

ความไม่แน่นอนทำให้พวกเขาไม่มีความสุข และจะมีความสุขได้ต่อเมื่อมีความแน่นอน และจะยึดคำว่า ฉันจะทำเพื่อคุณ ถ้าคุณสัญญาว่าจะตอบแทนให้ฉัน และฉันไม่ได้สนใจเรื่องเงินมากนัก เพราะเขาคิดว่าความมั่นคงสำคัญกว่าเรื่องเงินเสมอ

หากวันนี้เราต้องการรายได้มากขึ้น เราต้องมีความรู้ ความสามารถมากขึ้นเพื่อต่อรองกับค่าตัวของเรากับนายจ้าง หรือหากเราขยัน ทำงานมากขึ้น (จำนวนชั่วโมงมากขึ้น) เราก็อาจจะมารายได้มากขึ้น (หรือเรียกว่าทำ OT. ) หรือเราอาจจะมองหางานใหม่ที่เงินเดือนมากขึ้นก็ได้

น่าเสียดายที่คนในด้าน E มุ่งเน้นแต่แสวงหาความมั่นคง แต่เขาไม่รู้เลยว่า วันดีคืนดีเขาอาจจะถูกให้ออกจากงานเมื่อไรก็ได้ บริษัทอาจจะต้องปิดตัวหรือปลดคนงานออกเพื่อลดต้นทุน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนด้าน E ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนั้นคนกลุ่มนี้ยังไม่รู้วิธีการทำเงินด้วยวิธีอื่นๆ เขายินดีที่จะทำงานให้กับคนอื่น หรือนายจ้างในบริษัทหรืออาจจะรับราชการและยอมที่จะทำงานอย่างหนักทุกๆ วันจนครบ 1 เดือนเพื่อรับเงินเพียง 1 ครั้ง

ตลอดเวลาเขาเฝ้ามองหาความมั่นคง มองหางานที่ได้เงินมากกว่าเดิมเสมอ แต่ความจริงก็คือบริษัทจะไม่เลี้ยงดูหรือให้งานเราทำตลอดชีวิต เมื่อเราอายุถึง 55 หรือ 60 ปี เราจะถูกบังคับให้เกษียณอายุ แล้วเมื่อเราเกษียณอายุ ชีวิตที่เหลืออยู่จากนี้ของเรา ซึ่งยังคงต้องกินใช้ตลอด ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าบ้าน จะเอาที่ไหนมาจ่ายละครับ หรือว่าจะหวังว่าลูกๆ ของเราคงจะเลี้ยงดูเราแทน ญาติๆ ของเราจะเลี้ยงดูเรา หรือว่าเราจะมีเงินเก็บซึ่งมีมากพอที่จะใช้ต่อจาก 60 ปีจนเสียชีวิตของเรา

คนด้าน S ( ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ) Self-Employed

กลุ่ม S นี้คือคนที่อยากจะเป็นนายตัวเอง กลุ่มฉันจะทำเอง รายได้ของตัวเอง มักขึ้นอยู่กับผู้อื่น หากทำงานหนักเงินก็ต้องหนักให้เขาด้วย ในทางกลับกัน หากเขาไม่ทำงานหนักๆ ก็ไม่สมควรที่จะรับเงิน คนประเภทนี้ใช้เวลาเป็นปีๆในการลงทุนกับการศึกษา เช่น แพทย์ ทนายความ นักบัญชี เจ้าของธุรกิจเล็กๆ และ ศิลปิน คนกลุ่มนี้เงินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด การได้รับการยอมรับในการเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าเงิน  คนด้าน S มักยอมทำงานหนักๆเพื่อตัวเอง

คนเหล่านี้มักชอบที่จะทำอะไรด้วยตัวเขาเองเสมอ เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ คนกลุ่มนี้มักจะมีรายได้ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ ในขณะที่ต้องทำงานหนักมากกว่าคนอื่น ปัญหาใหญ่ของคนกลุ่มนี้คือการขาดเงินทุน บ้างก็ขาดกำลังใจหรือบ้างก็ขาดทั้งสองอย่าง คนที่ทำเงินจากด้าน S ต้องอดทนทั้งกับลูกค้า เจ้าหน้าที่รัฐหรือแม้แต่ลูกจ้างของตัวเอง และเมื่อเขาต้องเผชิญกับคนหลายๆ กลุ่มพร้อมๆ กันก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 วิธีทำเงินของคนกลุ่ม S คือ การขายเวลาในแต่ละวันและความสามารถ (เฉพาะด้าน) ของตัวเราเองออกไป อาจจะเป็นการใช้เงินซื้อสินค้าอะไรมาบางอย่างเพื่อขายต่อ เช่นการเปิดท้ายขายของ การเปิดร้านเสื้อผ้า หรือหากเราเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น

ถ้าเราเป็นคุณหมอที่มาเปิดคลินิกของตัวเอง เราก็ต้องลงทุนเช่าที่ ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ฯลฯ หรือหากเป็นทนาย นักบัญชี เราต้องใช้เวลา (ของเรา) ความรู้ ความสามารถ (ของตัวเราเองเท่านั้น) ในการทำเงิน ข้อจำกัดของการทำเงินแบบ S ที่สำคัญที่สุดคือ " เวลา " เพราะเราไม่สามารถหยุดทำงานได้

เช่นหากเราเป็นเจ้าของร้าน หากเราต้องการปิดร้านเพื่อไปพักผ่อน รายได้ของเรา (จากร้านค้าของเรา) ในวันนั้นก็จะไม่มี หากว่าเราเป็นทนายเกิดเราไม่สบาย เราก็ไม่มีรายได้ในวันนั้น (จากค่าว่าความ หรือจากค่าให้คำปรึกษา) เวลาจึงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของการทำเงินแบบ S นอกจากนั้นข้อจำกัดอีกข้อที่สำคัญคือ รายได้แบบ S นี้ ไม่สามารถส่งต่อให้กับทายาทได้ เช่น หมอมีลูกชาย ลูกชายคนนี้อาจจะไม่ได้เรียนหมอมา หรือเรียนมาอาจจะไม่เก่งเท่ารุ่นพ่อได้ ดังนั้นไม่แน่เหมือนกันว่าทายาทของเราจะทำได้เหมือนที่เราทำได้

คนด้าน B ( เจ้าของธุรกิจ ) Business Owner

คนกลุ่มนี้แทบตรงกันข้ามกันกับคนกลุ่ม S ด้านบน เขาชอบให้คนฉลาดรายล้อมทั้งสี่ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่ม E,S,B และ I คนด้านนี้ซึ่งแตกต่างจากคนด้าน S โดยสิ้นเชิง เพราะคนด้าน S เขาไม่ชอบแบ่งงาน  เพราะคิดว่าคนอื่นจะทำได้ไม่ดีเท่าตนเอง แต่คนด้าน B ชอบแบ่งงาน และคิดว่า จะทำเองไปทำไม ในเมื่อจ้างคนอื่นทำให้ก็ได้ และอาจทำได้ดีกว่าสะอีก ความแตกต่างก็คือ คนด้าน B สามารถทิ้งธุรกิจของตัวเองไปเป็นปีๆ        เมื่อกลับมาอีกครั้งธุรกิจของตัวเองนั้นอาจจะทำกำไรได้มากกว่าเดิมและไปได้สวยกว่าเดิม ซึ่งหากคนด้าน S ทิ้งธุรกิจไปแค่ปีเดียว ก็มีโอกาสสูงที่ธุรกิจนั้นอาจจะไม่เหลืออยู่ในบริหารอีกต่อไป พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ คนด้าน S เป็นเจ้าของอาชีพ ส่วนคนด้าน B เป็นเจ้าของระบบ ที่จ้างคนเก่งๆมาบริหารระบบนั้น คนด้าน B มักหาเครือข่ายเพื่อมาช่วยเขาทำงาน แทนเขา โดยที่เขาอาจไม่ต้องทำมาก ก็มีกระแสเงินสดเข้ามาแม้หยุดทำ เช่น

บิล เกต เจ้าของบริษัทMicrosoft

ซึ่งเป็นผู้ผลิตโปรแกรมที่คนทั่วโลกรู้จักเช่น Windows, Microsoft Office ฯลฯ) บิล เกตมีรายได้มากขนาดที่มีคนเคยคำนวณเล่นๆ ว่า “หากบิล เกตทำเงิน 10 เหรียญตกที่พื้น เขาไม่จำเป็นต้องก้มลงไปเก็บก็ได้ เพราะในอีก 1 วินาทีต่อมา บริษัทของเขาก็สามารถทำเงินได้ 10 เหรียญ”

ลองคิดดูครับว่า ใน 1 นาทีเขา (บริษัทของเขา) จะทำเงินได้เท่าไร? ใน 1 ชั่วโมงจะทำเงินได้เท่าไร? ถ้า 1 วันเขาจะทำเงินได้มหาศาลแค่ไหน? บิล เกตในวันนี้ไม่จำเป็นต้องไปทำงาน เขาก็มีเงินจากบริษัทของเขาตลอดเวลา การทำเงินแบบคนด้าน B คือการสร้างธุรกิจขึ้นและจ้างให้คนอื่นมาทำงานให้ธุรกิจของเราเติบโต (ก็คือจ้างคนกลุ่ม E และ S มาทำแทนให้เรา) เป็นการทำงานเป็นทีม รายได้ไม่มีขีดจำกัด

คนด้าน  I ( นักลงทุน ) Investor

คนกลุ่ม I นี้ฉลาด จะใช้เงินทำเงิน พวกเขาไม่ต้องทำงานหนัก เพราะเงินทำงานให้พวกเขา ด้าน I เปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นของคนรวย ไม่ว่าใครจะทำเงินในด้านไหน ถ้าเขาหวังว่าสักวันจะรวย สุดท้ายเขาก็ต้องมาอยู่ในด้าน I มีเฉพาะด้าน I เท่านั้น ที่จะแปรเปลี่ยนความรวยเป็นความมั่งคั่งได้

เช่นการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือพันธบัตร หรืออาจจะลงทุนในกิจการ (บริษัท) ที่คิดว่าน่าจะให้ผลประโยชน์ได้มากข้อจำกัดของการทำเงินแบบ I คือ “ความรู้ทางด้านการเงิน” ผู้ที่เริ่มต้นอาจจะต้องผิดพลาด ล้มเหลวบ้างแต่ทั้งหมดนั้นจะเป็นกลายเป็นประสบการณ์ทำให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องการเงินมากเท่าไร จะเป็นผู้ที่ทำเงินได้มากที่สุด และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

คนด้าน E ( ลูกจ้าง ) Employee คำว่า มั่นคง และ สวัสดิการ ตอบสนองความรู้สึกกลัวไม่มีเงิน เพราะหากรู้สึกกลัว ความมั่นคงจะผุดขึ้นมาทันที ซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ดังนั้นพวกเขาจึงปรารถนาความมั่นคง และคำว่า สวัสดิการ จะทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น เช่น ประกันสุขภาพ  หรือ โครงการเกษียณอายุ  ( เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ) ความไม่แน่นอนทำให้พวกเขาไม่มีความสุข และจะมีความสุขได้ต่อเมื่อมีความแน่นอน และจะยึดคำว่า ฉันจะทำเพื่อคุณ ถ้าคุณสัญญาว่าจะตอบแทนให้ฉัน และฉันไม่ได้สนใจเรื่องเงินมากนัก เพราะเขาคิดว่าความมั่นคงสำคัญกว่าเรื่องเงินเสมอ หากวันนี้เราต้องการรายได้มากขึ้น เราต้องมีความรู้ ความสามารถมากขึ้นเพื่อต่อรองกับค่าตัวของเรากับนายจ้าง หรือหากเราขยัน ทำงานมากขึ้น (จำนวนชั่วโมงมากขึ้น) เราก็อาจจะมารายได้มากขึ้น (หรือเรียกว่าทำ OT. ) หรือเราอาจจะมองหางานใหม่ที่เงินเดือนมากขึ้นก็ได้ น่าเสียดายที่คนในด้าน E มุ่งเน้นแต่แสวงหาความมั่นคง แต่เขาไม่รู้เลยว่า วันดีคืนดีเขาอาจจะถูกให้ออกจากงานเมื่อไรก็ได้ บริษัทอาจจะต้องปิดตัวหรือปลดคนงานออกเพื่อลดต้นทุน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนด้าน E ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนั้นคนกลุ่มนี้ยังไม่รู้วิธีการทำเงินด้วยวิธีอื่นๆ เขายินดีที่จะทำงานให้กับคนอื่น หรือนายจ้างในบริษัทหรืออาจจะรับราชการและยอมที่จะทำงานอย่างหนักทุกๆ วันจนครบ 1 เดือนเพื่อรับเงินเพียง 1 ครั้ง ตลอดเวลาเขาเฝ้ามองหาความมั่นคง มองหางานที่ได้เงินมากกว่าเดิมเสมอ แต่ความจริงก็คือบริษัทจะไม่เลี้ยงดูหรือให้งานเราทำตลอดชีวิต เมื่อเราอายุถึง 55 หรือ 60 ปี เราจะถูกบังคับให้เกษียณอายุ แล้วเมื่อเราเกษียณอายุ ชีวิตที่เหลืออยู่จากนี้ของเรา ซึ่งยังคงต้องกินใช้ตลอด ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าบ้าน จะเอาที่ไหนมาจ่ายละครับ หรือว่าจะหวังว่าลูกๆ ของเราคงจะเลี้ยงดูเราแทน ญาติๆ ของเราจะเลี้ยงดูเรา หรือว่าเราจะมีเงินเก็บซึ่งมีมากพอที่จะใช้ต่อจาก 60 ปีจนเสียชีวิตของเรา คนด้าน S ( ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ) Self-Employed กลุ่ม S นี้คือคนที่อยากจะเป็นนายตัวเอง กลุ่มฉันจะทำเอง รายได้ของตัวเอง มักขึ้นอยู่กับผู้อื่น หากทำงานหนักเงินก็ต้องหนักให้เขาด้วย ในทางกลับกัน หากเขาไม่ทำงานหนักๆ ก็ไม่สมควรที่จะรับเงิน คนประเภทนี้ใช้เวลาเป็นปีๆในการลงทุนกับการศึกษา…

Review Overview

0%

Summary : ให้คะแนนบทความนี้

User Rating: 3.5 ( 1 votes)
0

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM