Home » ธุรกิจเครือข่าย(MLM) » ปัญหาที่มักเจอในธุรกิจเครือข่าย

ปัญหาที่มักเจอในธุรกิจเครือข่าย

ธุรกิจเครือข่ายธุรกิจเครือข่ายคือ อะไร ตั้งแต่ผมจำความได้ บริษัทแรกที่เข้ามาในเมืองไทยและเริ่มทำให้ผมรู้จักธุรกิจเครือข่าย คงเริ่มจากบริษัท พี่แอม ซึ่งผมยังเด็กมาก ๆ ตอนนั้นมีนักธุรกิจมาแนะนำแม่ผมให้ทำ เค้าอธิบายมางี้ครับ คือ “คุณพี่ทดลองใช้สินค้าดูก่อนครับ สินค้าของเราไม่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด” แล้วก็ชวนสมัครสมาชิก (ตอนนั้นประมาณปี 2530-33) สินค้าก็ค่อนข้างแพงครับเมื่อเทียบกับสมัยนั้น ชิ้นนึงก็ พันบาทขึ้นไป ถึงหลายพัน ค่าสมาชิก ก็หลายพันเหมือนกันครับ เค้าบอกประมาณว่าถ้าเรา หาคนทำธุรกิจภายใต้การแนะนำของเรา เราก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น จากสายงานของเราด้วย แม่ผมสมัครและลองใช้สินค้า ดีจริงครับ ลองแนะนำคนอื่นเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เห็นราคา ก็ไม่สนละว่าสินค้ามันจะดีเพียงใด แต่ในยุคแรกเริ่ม เรื่องราคา และแผนการตลาด คนที่ทำจะรู้สึกเหมือนเสียเปรียบ อัพไลน์ ทำงานให้อัพไลน์กิน ทำให้หลายคนปฏิเสธ โดยเข้าใจว่าธุรกิจเครือข่ายนั้นเป็นอาชีพของคนขี้เกียจ และคนที่ไม่รู้จะทำอาชีพอะไร

ยุคต่อมามีคนกลุ่มหนึ่งเริ่มนำความคิดของธุรกิจเครือข่าย มาประยุกใช้ โดยการไม่ได้เน้นไปที่คุณภาพของสินค้าแต่เน้นไปที่ แผนการจ่ายค่าคอม เลยเกิดกระบวนการ หลอกลวง ต้มตุ๋น ชวนคนมาลงทุนเอาเงินมา เอาสินค้าไป ไปชวนคนมา เอาคอมมิชชั่นไป ทำไปทำมา เกิดคนรวยแบบพริบตา และคนขาดทุนย่อยยับในพริบตาเช่นเดียวกัน เรียกวงจร “แชร์ลูกโซ่” นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกในแง่ลบต่อธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น เป็นอันว่า คนส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยอยากสนใจธุรกิจเครือข่ายนัก ทำงานกินเงินเดือนชัวร์กว่า แต่แล้วเจ้าธุรกิจเครือข่ายก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการณ์ใหญ่ ๆ สนใจ เพราะว่าเป็นการตลาดที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วถึงรากหญ้า และไม่ต้องเปลืองค่าโฆษณา แต่เปลี่ยนเป็นจ่ายให้นักธุรกิจแทน จึงถูกกว่ามาก และขายได้เยอะกว่ากัน จึงไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมทุกวันนี้ธุรกิจเครือข่ายจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

มาถึงปัจจุบัน คนเริ่มค้นหาคำว่า “ธุรกิจเครือข่าย” ใน google กันมากขึ้น เนื่องจากว่า ยุคเงินเดือนมันเริ่มไม่ค่อยจะพอกินกันละ แถมจะลงทุนทำธุรกิจอะไรมีเงินแสน ก็ร้อน ๆ หนาว ๆ มาเจอการแข่งขันในธุรกิจเครือข่าย แบบลดกระหน่ำ ลงทุนต่ำ กำไรงาม เออเอาวะ ถูกดี มีลุ้น ทุกวันนี้เราจึงเห็นคนทำธุรกิจเครือข่ายกันเต็มไปหมด และมีคนประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น เหตุที่มากขึ้นนั้นเนื่องมาจากการข่าวสารในปัจจุบันค่อนข้างเร็วครับ และจำนวนประชากรก็มากขึ้น นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเครือข่ายทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ธุรกิจเครือข่ายในยุคปัจจุบันผมเห็นความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากครับจากแต่ก่อนหาคนขาย แต่เดี๋ยวนี้หาคนบริโภค มันต่างกันยังไง หาคนบริโภคก็ขายเหมือนกันไม่ใช่เรอะ เหมือนจะไม่ต่างครับ แต่เชิงปฏิบัติมันต่างกันมาก ต่างยังไง?

แบบหาคนขาย ระบบนี้จะตั้งยอดขายไว้สูงมาก ยิ่งสูงยิ่งได้มาก ดังนั้นนักธุรกิจจะต้องตั้งหน้าตั้งตาขายสินค้ากันแบบเคาะประตูบ้านเลยทีเดียว ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ครับ และหานักธุรกิจแบบช่วยกันขาย ขาย ไปขายมาแย่งฐานลูกค้ากันยุ่ง เมื่อทำธุรกิจมาถึงจุดหนึ่งมันจึงอิ่มตัวตามกำลังซื้อ เป็นไปได้ยากที่ลูกค้าหนึ่งคนจะซื้อสินค้าจากนักธุรกิจหลายคน ลูกค้าตายพอดี

อะงั้นมาดูแบบหาผู้บริโภคกันมั่ง อันนี้ ครั้งแรกผมเจอของไทยเรานี่แหละครับที่เป็นคนคิดระบบนี้ขึ้นมา เป็นของพี่เอม ครับ ตอนแรกผมนึกว่าธุรกิจเครือข่าย มันก็คงเหมือนกันแหละว้า พอเจอแผนพี่เอมเข้าไปเลย อ้อโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว แผนธุรกิจลักษณะนี้ ยอดขายจะต่ำมากครับ คือให้ขายเดือนละพัน (เดือนละพันนี่ซื้อใช้เองดีกว่ามะ) แต่รับรายได้ เป็นแสน อ้ออันนี้แหละคือหาคนบริโภค แต่เค้าเน้นไปที่คุณภาพสินค้าละ คือใช้แล้ว ต้องกลับมาใช้อีก คือการหาลูกค้าประจำนั่นเอง เค้าเลยเกิดประโยคเด็ดว่า “ขายเพื่อไม่ต้องขาย” เออเข้าท่า และไม่นานก็มีหลายบริษัทก็พากันทำในลักษณะเดียวกันเต็มไปหมด ต้นสาย ๆ ๆ ๆ ทีนี้ถ้าคุณสนใจแบบใหนก็เลือกเอานะครับ

ทีนี้เรามาดูปัญหาในการทำธุรกิจเครือข่ายกันดีกว่าครับ

ที่มาของรายได้ในธุรกิจเครือข่าย คือ ดาวน์ไลน์ ครับการหาดาวน์ไลน์เป็นเรื่องสำคัญในธุรกิจเครือข่าย เค้าจึงพัฒนาระบบชักชวนคนแบบยิ่งยวด มีสื่อ มีอบรม มีค่าย มีแคมป์ มีอีเว้นท์ มีโบชัวร์ มีซีดี มีเยอะแยะไปหมด เดินทางกันทุกวัน สัมนาทุกวัน  ปรบมือให้บวมกันไปข้าง ชวนเพื่อนฝูงเข้าไปดูไปฟัง โทรตามยิก ๆ แจกซีดี แจกโบชัวร์ เอาคนประสบความสำเร็จมาเป็นไอดอล ทำธุรกิจเครือข่ายทุกวันนี้จึงไม่ใช่งานสบายอีกต่อไป เพราะคนคิดระบบเขาทำให้เป็นแบบนั้น ดังนั้น การชวนคนได้ก็ง่ายขึ้น แต่ได้คนมาก สำเร็จน้อย เพราะ ร้อยคน จะมีคนตั้งใจอดทนทำได้ไม่กี่คนครับ มันจะเป็นเสต็บ แบบนี้

เริ่มทำ ก็ชวนคนไม่เป็นหวะทำไง ประชุม ดูซีดี อ่านสื่อ โทรหาเพื่อน ทำไปได้ซักพัก เริ่มต้องรักษาไอ้ที่ชวนมาให้เข้าระบบ จนกว่าคนที่ชวนมา จะสวมวิญญาณเป็นเราไปอีกคน สะสมคนไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด ก็ติดลมบน คนที่ติดลมบนนี่แหละครับ จะมีน้อยมาก

อ้าวงั้นมันก็ไม่น่าทำเท่าไหร่ ถ้ารู้ใส้พุง ใช่ครับ ไม่น่าทำเอาซะเลยถ้าคุณยังตอบไม่ได้ว่าจะจริงจังกับมันแค่ใหน ถ้าสมมติว่าเราทำล่ะเราจะต้องทำตัวอย่างไร เปลี่ยนของยากให้เป็นง่ายสิครับ แท้ที่จริงแล้วการชวนคนในแบบเดิม ๆ นั้นคือเอาข้อมูลไปนำเสนอ พูดคุย ตอบคำถาม ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำกัน มันจึงไม่เกิดความต่างของสินค้า แต่ดูให้ดีครับ หัวใจของการทำธุรกิจเครือข่าย คือเปลี่ยนตัวเราเป็น นักโฆษณา หรือเป็นพรีเซ็นเตอร์นั่นเอง เวลาเราดูโฆษณาในทีวีเราจะเห็น ดารามาพรีเซ็นต์สินค้าเพื่อให้เกิดอิมเมจ เกิดความเชื่อมั่น รู้จักสินค้าว่ามันมีนะ ยี่ห้อนี้ เห็นณเดชหรือญาญ่าทีไรนึกถึง ไอ้โน่น ไอ้นี่ ไอ้นั่น ทุกที พออยากบริโภค ก็จะนึกถึงไอ้ยี่ห้อนี้ เผื่อใช้แล้วจะหล่อเหมือน ณเดช หรือสวยเหมือน ญาญ่า เป็นต้น คนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย ที่ผมเห็นทุกคน กลายเป็นดาราครับ และเค้าไม่ต้องหล่อเหมือนณเดชด้วย การทำธุรกิจเครือข่ายในปัจจุบัน มันจึงไม่ได้ให้คุณไปขายสินค้าครับ แต่คุณกำลังเอาตัวเองไปขาย เพราะสินค้าแบบตัวคุณเองไม่มีใครมาลอกเลียนแบบได้เลย คุณจึงมีโลโก้เป็นของตัวเอง ความสำเร็จ จะเป็นตัวชี้วัดว่าคุณควรค่าแก่เงินที่ได้มาแค่ไหน ถ้าคุณควรค่ากับเงินล้าน เงินล้านมันจะเข้ามาหาคุณ ถ้าคุณควรค่ากับเงินแสน เงินแสนจะมาหาคุณเช่นกัน

แหล่งที่มา : http://gdiblog.poonprang.ws/index.php/network-marketing/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM