Home » วิธีคิดของคนรวย » ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ บทที่ 10 …ฝันที่เป็นจริง…

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ บทที่ 10 …ฝันที่เป็นจริง…

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำเจ้าชายองค์แล้วองค์เล่า ต่างก็ทยอยกันเข้าไปควบคุมช้าง เพื่อให้ยกขาทั้ง 4 ข้างให้ได้... แต่ก็ยังไม่มีองค์ชายองค์ใด ทำได้สำเร็จสักพระองค์ ชายหนุ่มนั่งเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาไม่ได้คาดสายตา  ในใจก็รอลุ้นว่า องค์ชายท่านใดนะ จะเป็นผู้ชนะ พร้อมกับนึกขำในข้อค้นหาราชบุตรเขยของพระองค์ ไม่เข้าใจว่า เหตุใด พระราชา จึงใช้วิธีการนี้ วิธีที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่ไม่ง่ายเลย อีกอย่าง ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า... การทำช้างให้ยก 4 ขาได้ จะกลายเป็นราชบุตรเขย
          เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมง ยังไม่มีองค์ชายองค์ใด ทำได้สำเร็จ ทุกพระองค์ ที่ทรงยอมแพ้กลับมา ต่างก็ส่ายพระพักต์กันถ้วนหน้า... บางพระองค์ แม้แต่จะขึ้นประทับบนคอช้าง เพื่อทรงบังคับเองก็ยังไม่กล้า... แต่ก็มีหลายพระองค์ ที่ทรงขึ้นบังคับช้าง เพื่อหวังที่จะเป็นผู้ชนะให้ได้ แต่ก็ต้องทรงกลับลงมาด้วยความผิดหวังกันทั้งสิ้น
          และแล้ว ก็เหลือองค์ชายอีกเพียงแค่ 3 องค์ รวมทั้งองค์ที่นั่งสงบนิ่ง อยู่ข้างๆ ชายหนุ่ม ดูท่าทางองค์ชายองค์นี้ จะมั่นใจซะเหลือเกินว่าพระองค์ ทรงสามารถทำได้ พระองค์ไม่ว๊อกแว๊กเลยแม้แต่น้อย อย่างมากก็ทรงพระสลวลเล็กน้อย เมื่อมีองค์ชายบางองค์ ทรงทำอะไรขำๆ
          ชายหนุ่มมององค์ชายองค์นี้ อย่างพินิจพิเคราะห์ รู้สึกถูกชะตาด้วยเป็นพิเศษ... ดูพระองค์ ทรงเป็นคนกระตือลือล้น มีแววตามุ่งมั่น และเด็ดเดี่ยว หากพระองค์ ทรงเป็นนักธุรกิจแล้วล่ะก็ คงจะประสบความสำเร็จอย่างมากมายเลยทีเดียว
          "ขอประทานอภัย องค์ชาย" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น "พระองค์ทรงรู้วิธีบังคับช้าง ให้ยกสี่ขา ได้ใช่ไหม พะยะคะ" ชายหนุ่มถามต่อ
          "ทำไมเธอจึงคิดว่าเรารู้วิธีล่ะ" องค์ชายถามกลับ
          "กระหม่อมเห็นองค์ชาย ดูมีความมั่นใจ มากๆ ไม่ทรงกระวนกระวายใดๆ ให้เห็นพะยะคะ"
          ชายหนุ่ม กับองค์ชาย สนทนากันได้ไม่นานเท่าไร องค์ชาย 2 พระองค์ที่เหลือ ก็กลับลงมาด้วยความผิดหวัง เพราะไม่สามารถบังคับช้างได้ และก็ถึงคิวองค์ชายองค์สุดท้าย... คือองค์ชายที่สนทนากับชายหนุ่มเมื่อสักครู่นี้เอง
          องค์ชายลุกขึ้นยืน ด้วยท่าทางสง่างาม พระองค์หันมายิ้มให้ชายหนุ่ม ก่อนที่จะเดินออกไปสู่ลานกว้าง...  ที่ล้านกว้างนั้น มีช้างที่จะใช้แข่งขันยืนอยู่ ข้างๆ ช้าง ยังมีควาญช้างคอยควบคุมกำกับอยู่ข้างๆ ป้องกันช้างตื่นกลัวตกใจ ช้างที่พระราชา ทรงเลือกมาเป็นช้างเพื่อแข่งขันนั้น ได้ทรงคัดเลือกช้างที่เชื่องที่สุดแล้ว เพื่อความปลอดภัยขององค์ชายทุกพระองค์
          เมื่อเดินไปถึงช้าง องค์ชายทรงยืนนิ่งๆ ที่ด้านหน้าช้าง ทรงมองเข้าไปที่ดวงตาของมัน เหมือนกำลังส่งกระแสจิตอะไรบางอย่าง สักครู่ พระองค์ ก็เดินอ้อมไปทางด้านซ้ายของช้าง ทรงใช้มือลูบไล้ไปตามตัวของมันจนเลยไปถึงด้านหลัง... แล้วก็อ้อมไปทางด้านขวาของช้าง จนเลยไปถึงหัว เหมือนพระองค์ ทรงสำรวจ หรือทำพิธีอะไรก็มิทราบได้
          ความเงียบสงบปกคลุมสถานที่แห่งนี้ไปโดยปริยาย ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่องค์ชาย เพราะองค์ชายมาแปลก ต่างจากองค์ชายองค์อื่นๆ ซึ่งต่างก็ ขึ้นทรงช้างเลย เพื่อบังคับช้างให้ได้ดั่งใจ แต่องค์ชายท่านนี้ กลับเดินวนไปวนมา รอบๆ ช้าง มือก็คลำไปตามลำตัวช้างอยู่เป็นนานสองนาน ส่วนสายตากลับมองออกไปบริเวณรอบๆ ข้างๆ ช้าง เหมือนกำลังทรงใช้สมาธิอย่างมาก หรือพระองค์ ทรงมีเวทย์มนต์นะ...
          ทันใดนั้นเอง... องค์ชายก็พละออกมาจากช้าง แล้วเดินตรงไปทางด้านข้างเล็กน้อย เมื่อเดินมาได้ไม่กี่ก้าวพระองค์ก็ทรงหยุด และก้มลงเก็บอะไรบางอย่างขึ้นมาจากพื้น...
          หิน.... มันเป็นหินนั่นเอง องค์ชายทรงหยิบหินก้อนใหญ่เต็มฝ่ามือขึ้นมาถือ 2 ก้อน... จากนั้นพระองค์ก็ทรงลุกขึ้นยืน และเดินเข้าไปหาช้างเชือกนั้น ขณะเดินไป พระองค์ก็จับหินฝาดใส่กันด้วยมือทั้งสองข้าง เสียงหินกระทบกันดัง ปั๊ก ปั๊ก... ทามกลางสายตาที่จดจ้องไปที่องค์ชาย ต่างก็พากันสงสัยยิ่งนัก กับการกระทำของพระองค์ พระองค์กำลังจะทำอะไรกันแน่นะ... เห็นเดินเคาะหิน วนไปวนมา รอบๆ ตัวช้างหรือกำลังใช้เวทย์มนต์เช่นเดิม...
          องค์ชายเดินอ้อมตัวช้าง จนมาหยุดอยู่ที่ด้านท้าย แล้วพระองค์ก็ทรงเงื้อหินสองก้อนขึ้น และทุบหินประกบกันเข้าสุดแรง  ตรงไข่ช้าง
          แปร้น!!!....... เสียงช้างร้องดังสนั่นไปทั่ว พร้อมกับกระโดดสี่ขาขึ้น ด้วยความเจ็บปวดและตกใจ
.............. คนรอบข้างต่างอึ้งไปกับเหตุการนั้น........
...................................................................
          สักพัก... เสียงเฮ ก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียปรบมือดังกึกก้องไปทั่วป่าแห่งนี้ ทุกผู้คนต่างยินดีกับความสำเร็จขององค์ชาย สร้างความสับสนอลม่านไปทั่ว เมื่อความดีใจ ค่อยๆผ่อนคลายลง ผู้คนต่างก็เริ่มทยอยกลับเข้าที่เดิม มีเพียงองค์ชายองค์เดียวเท่านั้น ที่ยังคงยืนสง่างามอยู่ท่ามกลางสายตาของทุกคน
          หลังจากเสียงต่างๆ ได้เงียบลง พระราชาทรงประกาศว่า... "อีก 3 เดือนข้างหน้า เราจะจัดงานอภิเสกสมรส ให้องค์ชายท่านนี้ กับพระราชธิดาของเรา" สิ้นเสียงพระราชา เสียงเฮด้วยความดีใจก็ดังกระหึ่มขึ้น...

          ที่บ้านเศรษฐีไม้เท้าทองคำ... เศรษฐีกำลังนั่งอยู่กับชายหนุ่มที่โต๊ะรับแขก "ฝีมือเธอใช่ไหม พ่อหนุ่ม" เศรษฐีเอ่ยขึ้น 
          "เรื่องอะไรครับท่าน"
          "ก็เรื่องที่องค์ชายผู้ชนะการแข่งขันนั่นไง ฉันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ที่เธอแนะนำองค์ชาย" ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งๆ... "แต่ฉันพอจะเข้าใจเธอนะ ว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น"
          "ครับ... ผมบอกวิธีให้กับองค์ชายไปเอง เพราะผมอยากให้เรื่องนี้มันจบๆ ลงไป ไม่อย่างนั้น การอภิเษก เลื่อนออกไปเป็นปีหน้า มันก็จะมาคอยหลอกหลอนจิตใจของผม หากผมยังมีโอกาสอยู่"
          "ผมได้ไตร่ตรองดูเป็นอย่างดีแล้ว ท่ามกลางระหว่างที่องค์ชายแต่ละพระองค์ เข้าไปแข่งขัน จิตใจผมก็ครุ่นคิด หากผมได้อภิเษก... ผมก็ต้องทิ้งโลกของธุรกิจไป เพราะผมคิดว่า มันไม่สง่างามเลย หากพระราชา จะเปิดทำธุรกิจโน่น นี่ มากมาย โลกของธุรกิจ มันหมิ่นเหม่กับคำว่า จริยธรรม"
          "สิ่งที่เราทำถูกต้อง ในบางครั้ง ในสายตาของบางคน กลับคิดว่า เราเอาเปรียบ ดังนั้น หากพระราชา ทำธุรกิจไปด้วย คำครหาต่างๆ ย่อมมีมากมายอย่างแน่นอน"
          "ผมถามใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ระหว่างอยู่ในโลกธุรกิจ กับ โลกของพระราชา ที่ไหน ที่ผมจะมีความสุขที่สุด... คำตอบที่ผมได้รับคือ... โลกของธุรกิจ มันมีความท้าทาย มันมีอะไรให้ได้ค้นหา มันมีอะไรต่างๆ ให้ได้ทดสอบความสามารถ มันมีรสชาติต่างๆ ที่ผมต้องการ"
          "ผมคิดว่าโลกของพระราชา น่าจะเหมาะสมกับเหล่าองค์ชายจากเมืองต่างๆ มากกว่า เพราะพวกพระองค์ ทรงเข้าใจและลึกซึ้ง กับโลกของเหล่าพระองค์เป็นอย่างดี ...ส่วนผมเอง ก็หลงใหลเสน่ห์แห่งโลกธุรกิจ มันเป็นเหมือนลมหายใจเข้าออกของผม ถึงแม้วันนี้ ผมจะล้มละลาย มันก็คงจะไม่แตกต่างจากวันแรก วันที่ผมเข้าเมืองมาด้วยตัวเปล่าๆ กับหนูตายอีก 1 ตัว ดังนั้น ผมก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่"
          เศรษฐีไม้เท้าทองคำ มองเห็นแววตามุ่งมั่นของชายหนุ่ม มันมีประกายแวววาวเหมือนกับเพชรเม็ดงามกระทบแสง ท่าทางที่กระตืดรือร้นของเขาอีกอย่าง ช่างไม่ต่างอะไรกับเศรษฐีในยามหนุ่มเลย เศรษฐีไม้เท้าทองคำ แอบมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่า เพียงไม่กี่ปีหรอก ชายหนุ่มคนนี้ จะทยานขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโลกธุรกิจ

          อีก 1 ปีผ่านไป.... ชายหนุ่มก็ผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าอย่างที่ เศรษฐีไม้เท้าทองคำคิดไว้ ธุรกิจทุกตัวของเขา ขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างคู่แข่งออกไปเรื่อยๆ ทั้งยังมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย

          "น่าแปลกใจนะครับ ท่าน" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ
           "เรื่องอะไรเหรอ" เศรษฐีถาม
           "ก็... ผู้คนมากมายพยายามค้นหาเคล็ดลับ เพื่อจะประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เขาทำ พยายามหาหนทางที่ยุ่งยากซับซ้อน ด้วยหวังว่า นั่นคือหนทางที่ถูกต้อง นั่นคือเคล็ดลับที่ยิ่งใหญ่"
          "ทั้งๆ ที่ ความจริงแล้ว... การจะประสบความสำเร็จ ใช้แค่เรื่องง่ายๆ ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรซับซ้อนเลย"
           "ขอเพียงมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ บวกกับหัวใจที่มุ่งมั่น... เรื่องอื่นๆ ก็จะพัฒนาขึ้นมาตามสัญชาตญาณของมนุษย์"
          "มันไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่อยากจะกินมะพร้าวน้ำหอม แล้วพยายามผ่าออกมากินด้วยตนเอง ครั้งแรกๆ ถึงแม้จะผ่าออกมาได้สำเร็จ และมะพร้าวก็อาจจะเละตุ้มเปะไปเลยก็ได้ แต่หากผ่าบ่อยๆ ย่อมเกิดความชำนาญ สุดท้าย ก็ไม่ต่างจากแม่ค้ามืออาชีพ"
          "แต่คนส่วนใหญ่ ก็ลงมือผ่ามะพร้าวเพียงไม่นาน แล้วก็ถอดใจ ก่อนที่จะผ่าได้จนสำเร็จ และก็บอกกับตัวเองว่า ฉันคงทำไม่ได้หรอก ทุกอย่างก็จะหยุดลง" เศรษฐีไม้เท้าทองคำเอ่ยขึ้นบ้าง
          สองสายตาของมหาเศรษฐีทั้งคู่ประสานกัน พร้อมกับรอยยิ้มให้กันและกัน
          "เราคงไม่สามารถช่วยคนที่ขาดความมุ่งมั่น ให้เขาไปถึงเป้าหมายของเขาได้หรอก เพราะเขาต้องเดินบนเส้นทางของเขาเอง ตัดสินใจก้าวแต่ละก้าวด้วยตัวของเขาเอง ตัดสินใจเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาด้วยตัวของเขาเอง"
          "ใช่ครับ... เราก็คงทำได้แค่ให้แนวคิดกว้างๆ เพื่อให้เขานำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเส้นทางเดินของเขา ให้เหมาะสมกับความเป็นตัวตนของเขา"
           "ผมนึกถึงวันแรกที่ผมได้พบท่าน แล้วก็อดที่จะขำไม่ได้" ชายหนุ่ม ยิ้มออกมา
           "ทำไมหรือ"
           "ก็วันนั้น ผมตั้งใจไว้ว่า ผมจะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่าง ประมาณว่า เหมือนกับท่านต้องเขียนบทละครให้กับผม.... แล้วผมก็จะเล่นตามบทละครนั้น"
          "ไม่ว่าท่านจะให้เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ผมก็จะทำตามโดยไม่บิดพลิ้ว เพื่อที่ผมจะได้ประสบความสำเร็จเหมือนกับท่าน ประมาณว่า ผมจะเลียนแบบเส้นทางสู่ความสำเร็จของท่าน"
          "ฮ่า ฮ่า ฮ่า... อย่าแปลกใจไปเลยพ่อหนุ่ม ยังมีคนอีกมากมาย ที่คิดแบบนั้น แล้วสักวัน เขาก็จะเข้าใจเอง...
เหมือนที่เธอเข้าใจอยู่ตอนนี้ไง"
          สองเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ ต่างมีเรื่องราวมากมาย มาเล่าสู่กันฟังได้เรื่อยๆ เพราะเขาทั้งสอง คือผู้ที่ผ่ามะพร้าวน้ำหอมได้อย่างชำนาญแล้ว อยากจะกินเมื่อไรก็ผ่ากินได้เมื่อนั้น อย่างง่ายดายพร้อมกับตั้งใจกันว่า จะส่งเสริมใครก็ตาม ที่อยากจะผ่ามะพร้าวน้ำหอมกินเองให้เป็น...
          แล้วในวันข้างหน้า... เราก็จะมีเศรษฐีใหม่ เข้ามาร่วมวงสังสรรค์กับเรา จากการช่วยเหลือของพวกเรา คนแล้วคนเล่า...
 
จบบริบูรณ์
 
 ฉบับหน้าพบกับเรื่องสั้นเชิงบริหารธุรกิจ หลายตอนจบ ซึ่งประยุกค์มาจากเรื่องจริงของชายคนหนึ่ง

เจ้ง!!!... ซะให้พอ

ครั้งแล้วครั้งเล่า... ธุรกิจแล้วธุรกิจเล่า...
ชีวิตที่ก้าวเดินไป พร้อมๆ กับการเลิกกิจการ/อาชีพ ต่างๆ..
กี่งานแล้วนี่เรา... อืมมม... ก็ปาเข้าไป 10 งานแล้ว...
ทุกงาน... เรียกได้ว่า ล้มเหลวหมด...
คำถามที่ตามมามากมายก่ายกองจากคนรอบข้างคือ...
ทำไม...ทำไม...และก็ทำไม...
พวกเขาไม่รู้หรอกว่าทำไม.... เพราะอะไร....
แต่เราสิ... รู้.... รู้อย่างชัดแจ้งแดงแจ๋เลยล่ะ....
ปัดติโธ่... ก็เราเป็นคนละเลงมากับมือ... ทำไมถึงจะไม่รู้ล่ะ...
แล้วไอ้ประสบการณ์ เจ้ง!!!... ซะให้พอ ทั้ง 10 อย่างนั้น...
มันให้บทเรียนอะไรเราบ้าง....
ค่อยๆ มาแคะแกะสะเก็ดแผล... เพื่อค้นหาคำตอบกัน...
ดีไหมครับ

 

จบทั้งหมดทั้ง 10 ตอน ยังไงขอให้เพื่อน ๆ นำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันนะครับ  ขอให้ร่ำรวยๆๆๆ กันถ้วนหน้า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM