Home » วิธีคิดของคนรวย » ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ บทที่ 7 …วิกฤติ และ โอกาส…

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ บทที่ 7 …วิกฤติ และ โอกาส…

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำหลังจากสถานการณ์ไฟไหม้คลี่คลายลง
ความเสียหายที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่า แทบไม่เหลืออะไรเลย
ชายหนุ่มกลับมาปักหลักอยู่ที่คฤหาสถ์ของเศรษฐีไม้เท้าทองคำได้ 2 วันแล้ว...
เขายังคิดไม่ตกเลยว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร
สินค้าเสียหายเกือบทั้งหมด
วันพรุ่งนี้ เขาจะต้องเข้าร่วมประชุมใหญ่กับที่ปรึกษาทั้งหมด
เพื่อสรุปหาแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ และการวางแผนการขั้นต่อไป

"ฉันเสียใจ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น..."
เศรษฐีมองจ้องไปที่ดวงตาของชายหนุ่ม
"แต่ฉันก็ดีใจ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเช่นกัน..."
เศรษฐีพูดต่อ ซึ่งสร้างความสงสัยให้ชายหนุ่มเป็นยิ่งนัก

"ทำไมเหรอครับ..." ชายหนุ่มเอ่ยถาม

"เพราะ.. ฉันกำลังเห็นเธอเริ่มไม่ทำตามคำแนะนำของฉัน"
เศรษฐีพูดในขณะที่ชายหนุ่มขยับตัวเพื่อตั้งใจฟังยิ่งขึ้น
"เธอกำลังบริหารกระแสเงินสดแบบไม่ระวังหลัง
ฉันเคยบอกเธอแล้วว่า ให้เก็บเงินสดไว้ 30% ของแต่ละธุรกิจ
ก็เพื่อระวังหลังในเรื่องแบบนี้นั่นเอง"
"เกือบ 50% ของธุรกิจที่ล้มเลิกกิจการไปทั้งหลายนั้น
มาจากการขาดกระแสเงินสด..
เจ้าของกิจการทั้งหลาย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ทั้งไม่ได้เตรียมแผนการไว้รองรับหากเกิดปัญหา
ซึ่งปัญหาที่เกิด อาจจะไม่ได้มาจากอุบัติเหตุในแบบของเธอเสมอไป
แต่... มันมาได้ทุกรูปแบบ
ปัญหาเรื่องกระแสเงินสด เป็นปัญหาที่ทุกธุรกิจ ต้องให้ความสำคัญ"
"เธอยังโชคดี ที่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติขนาดเขาเหล่านั้น
ฉันจึงดีใจที่เธอได้บทเรียนนี้
เพื่อที่เธอจะได้ไม่พลาดในเรื่องนี้อีก...
เธออาจจะยังมองไม่เห็นทางออก
แต่ฉันเชื่อว่า เธอจะมองเห็นมัน...
... จำคำฉันไว้.... พลิ๊กวิกฤติ ให้เป็นโอกาส"
เศรษฐีเดินจากไป ทิ้งชายหนุ่มให้อยู่กับความคิดของตัวเอง
ณ ห้องประชุมสำนักงานที่ปรึกษาของชายหนุ่ม
ที่ปรึกษาแต่ละท่าน ก็ต่างเสนอแนวทางต่างๆ
เพื่อก้าวเดินต่อ ของร้านสรรพสินค้าเมืองคูขาด
จนมาสรุปกันที่ เปิดร้านสรรพสินค้าขึ้นใหม่อีกครั้ง
เพราะคู่แข่งก็ยังไม่มี ตลาดก็กำลังสวย
ที่ปรึกษา มั่นใจถึงอนาคตของการเติบโตที่เมืองนี้ทุกคน
ชายหนุ่มยังคิดอะไรไม่ออกเลยในตอนนี้
ได้แต่สั่งให้ดำเนินการตามที่ที่ประชุมสรุป
แต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ก็คือ
เงินทุนที่จะนำมาดำเนินการในครั้งนี้
เพราะหากเขานำเงินทุนสำรองของธุรกิจตัวอื่น
เพื่อมาหมุนก่อน หากเกิดปัญหาฉุกเฉินขึ้น
ไม่ใช่เพียงธุรกิจนี้ตัวเดียวเท่านั้นที่จะล้ม
แต่จะพลอยทำให้ธุรกิจอื่นๆ ล้มลงไปด้วย
ส่วนเรื่องการจะกู้เงินธนาคารเพิ่ม ตอนนี้ธนาคารก็ยังสงวนท่าทีอยู่
เนื่องจาก ได้ปล่อยกู้ให้กับเขามากพอสมควรกับทุกโปรเจ็กของเขา

ทางด้าน บริษัทประกัน ก็ยังไม่จ่ายค่าสินไหม
เนื่องจากอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสืบสวนหาสาเหตุ
เพราะทางเจ้าหน้าที่ ยังไม่ได้ทิ้งประเด็นการเผาเพื่อเอาเงินประกัน
ตอนนี้เขากำลังติดปัญหาเรื่องเงินลงทุน
ถึงแม้เศรษฐีไม้เท้าทองคำ จะมีมากมายก็ตาม
ชายหนุ่มก็เชื่อมั่นว่า เขาคงไม่ให้เงินทุนอย่างแน่นอน
ความหนักใจทำเอาชายหนุ่มกินไม่ได้ นอนไม่หลับไปหลายวัน
หนทางแก้ปัญหาก็ยังหาไม่เจอ

"คืนนี้... เราจะไปร่วมงานเฉลิมพระชนมพรรษาของพระราชากัน
ฉันได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองในคืนนี้ด้วย
เธอควรจะไปเป็นเพื่อนฉันนะ"
เศรษฐีไม้เท้าทองคำบอกกับชายหนุ่มที่โต๊ะกาแฟมื้อเช้า
ชายหนุ่มนึกถึงองค์หญิงขึ้นมาทันที...
ใช่สิ... ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้ 6 เดือนแล้ว
ที่เขามุ่มมั่นอยู่กับการสร้างตัว
จนลืมนึกถึงองค์หญิงไปเลย
ภาพความสวยงามสดใสขององค์หญิงผุดขึ้นมาในมโนภาพของเขา
ชายหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
เศรษฐีได้แต่อมยิ้มในความตื่นเต้นของเขา
"เย็นนี้ เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน"
"ครับ" ชายหนุ่มรับคำ
ที่งานเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระราชา
ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนเองนั้น ตัวลีบเล็กนิดเดียว
เมื่อเขาเห็นผู้คนมากมายที่ได้รับเกียรติมางานนี้
ความรู้สึกต่ำต้อย น้อยวาสนา มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

"ผู้คนมากมายในงาน เขาไม่ได้สนใจเลยว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน
เขาไม่ได้มองเธอด้วยสายตาดูหมิ่นดูแคลนเลยสักนิด"
เศรษฐีเอ่ยขึ้นเบาๆ กับชายหนุ่ม เหมือนรู้ใจว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่...
"เธอเองต่างหาก ที่คิดน้อยเนื้อต่ำใจไปเอง
คิดดูถูกตัวเอง"
เศรษฐีพูดต่อ
"ความรู้สึกของเธอในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ ทั่วไป
ที่ชอบคิดว่า ตัวเองอาภัพอับโชค น้อยวาสนา
เวลามีอะไรสะกิดใจเพียงน้อยนิด
ก็เหมือนกับมันเป็นเรื่องร้ายแรง
คิดไปเองสารพัดสารเพ"
เศรษฐียังคงอธิบายต่อ
"แต่มันก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้น รวมทั้งเธอ คิดอย่างนั้น
ดังนั้น..."
เศรษฐีหยุดพูด เพื่อรอดูว่าชายหนุ่มตั้งใจฟังมากแค่ไหน
"เมื่อวันใดก็ตาม ที่เธอจะต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อีก
จงจำคำพูดของฉันไว้ให้ดีว่า....
ผู้ที่รู้สึกว่าต่ำต้อยกว่า มักจะคิดเล็กคิดน้อย หรือคิดน้อยเนื้อต่ำใจ
ถ้าวันนั้น เป็นเธอเองที่คิดแบบนี้ จงรีบตั้งสติให้ดีๆ
แต่ถ้าวันนั้น เป็นคนอื่นคิด เธอจะได้เข้าใจถึงจิตใจของเขามากยิ่งขึ้น
ว่ามันเปราะบางขนาดไหน..."
เศรษฐียิ้มให้เล็กน้อย แล้วจึงยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ
งานเฉลิมฉลองดำเนินไปอย่างสนุกสนานรื่นเริง
การแสดงต่างๆ มากมาย ทยอยขึ้นแสดงบนเวทีไม่ขาดสาย
ผู้คนมากมาย ต่างทำความรู้จักกัน
บ้างก็แนะนำเพื่อนใหม่ให้กับเพื่อนเก่า
บ้างก็เข้าไปแนะนำตนเองกับผู้หลักผู้ใหญ่
ชายหนุ่มก็เช่นกัน
วันนี้เป็นวันที่เขาได้รู้จักกับเจ้าใหญ่นายโต
ได้รู้จักกับนักธุรกิจระดับแนวหน้า จากการแนะนำของท่านเศรษฐี

สักพัก เสียงจากการแสดงต่างๆ ก็เงียบลง
ผู้คนที่จับกลุ่มคุยกัน ต่างหยุดนิ่ง
และหันมองไปทางเวที
และไม่นาน ชายหนุ่มก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่างกาย
หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาเต้นข้างนอก
เส้นเลือดทุกเส้นในทุกอนูของร่างกาย ขยายตัววูบวาบไปหมด
เพราะข้างบนเวที องค์หญิง กำลังทรงถวายพระพรแด่พระราชา

ถึงแม้ที่นั่งของชายหนุ่มจะห่างไกลกับเวทีมากก็ตาม
แต่เขาก็รู้สึกราวกับว่าได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์หญิง
เขารู้สึกมีกำลังใจ ฮึกเหิม อย่างบอกไม่ถูก
หากต้องต่อสู้เพื่อเลือกอัศวินตอนนี้ เขาคงยอมสู้แบบแลกชีวิต
นี่สินะ...พลังแห่งรักและศรัทธา
ซึ่งคงไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์โลกอื่นๆ ที่ต่างต่อสู้กันเพื่อเป็นผู้ชนะ
ตั้งแต่เริ่มงาน จนกระทั่งงานเลิก
ชายหนุ่มไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับองค์หญิงเลยแม้แต่น้อย
การที่เขาเห็นองค์หญิงบนเวทีนั่นแหล่ะ คือการได้ใกล้ชิดที่สุดแล้ว
ผิดกับเหล่าองค์ชายจากเมืองต่างๆ ทั้งหลาย
ที่ได้มีโอกาสรายล้อมอยู่รอบๆ องค์หญิง

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับเขา
6 เดือนเต็มๆ ที่เขายุ่งอยู่แต่กับงาน
จนลืมคิดถึงองค์หญิงไปเสียสนิท
นั่นก็เป็นเพราะความฝันที่ยิ่งใหญ่ และเป้าหมายที่หนักอึ้ง
ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ ความเหน็ดเหนื่อย
ความท้อใจ ทั้งหลาย มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
เสมือนมีพลังบางอย่างกระตุ้นให้เขากระโจนออกไป ให้ถึงเป้าหมายโดยเร็วที่สุด

เมื่อกลับมาถึงคฤหาสถ์ของท่านเศรษฐี
แน่่ใจได้เลยว่า... ในค่ำคืนนี้ชายหนุ่มคงไม่สามารถข่มตาให้หลับได้อย่างแน่นอน
เศรษฐีเองก็รู้ดี จึงนั่งคุยเป็นเพื่อนกับเขา
"สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในวันนี้ คือพลังขับเครื่องที่วิเศษ"
เศรษฐีเอ่ยขึ้น
"บนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ถึงแม้เป้าหมายจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพลังขับเคลื่อนที่วิเศษแบบนี้มาหนุน
บางคนก็คือ คนรัก
บางคนก็คือ ครอบครัว
บางคนก็คือ พ่อ แม่ ลูก"
"พลังเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งยวด เมื่อวันที่เจอวิกฤติ
หลายๆ คน ถึงกับฆ่าตัวตาย
เพราะเขาไม่มีโอกาสได้รับพลังเหล่านี้"
"มันจะปรากฎแก่ใจเธอเองเลยว่า ก่อนหน้านี้
เธอกลุ้มใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น เหมือนมันเป็นปัญหาใหญ่โต
แต่เวลานี้ ปัญหาเหล่านั้น มันจิ๊บจ๊อยไปเลยใช่ไหม"
เศรษฐีหันไปถามชายหนุ่ม
"ครับ..." ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเขินอาย
"ความจริงแล้ว ไอ้ปัญหาที่เธอยังแก้ไม่ตกตอนนี้นั้น
มันยังเล็กน้อย....
วันข้างหน้า บนเส้นทางธุรกิจ...
เธอยังจะต้องเจอหนักหนาสาหัสกว่านี้อีกหลายเท่านัก..."
"นอกจากพลังที่ฉันพูดถึงไปแล้วนั้น
ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่จะช่วยให้เธอไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ อย่างไม่ท้อถอย"
"เธอต้องเข้าใจธรรมชาติของเส้นทางสู่ความสำเร็จ
และธรรมชาติอันนั้นก็คือ...
เส้นทางสู่ความสำเร็จ เรียงรายไปด้วยความล้มเหลว
ฉันผ่านชีวิตมาจนถึงบัดนี้
ฉันเองก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใคร สำเร็จได้โดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อนเลย"
"ความล้มเหลวหรือปัญหาอุปสรรคนี่แหล่ะ
คือตัวคัดกรองคนจริง ออกจากคนไม่จริง....
ใครผ่านไปไม่ได้ ก็กลับเข้าไปรวมกับกลุ่มคนธรรมดาทั่วไป
และเช่นเดียวกัน... หากใครผ่านตัวคัดกรองนี้ไปได้
ก็จะได้ชื่อรวมกลุ่มกับคนประสบความสำเร็จ
และเป็นที่กล่าวถึง ของคนทั่วไป รวมทั้งขอเคล็ดลับในความสำเร็จนั้น"

"จงจำไว้ว่า....
ผู้ที่ล้มเลิกก่อน... ไม่เคยไปถึงเป้าหมาย"
กล่าวจบ เศรษฐีก็ขอตัวไปนอน
เสียงโทรศัพท์ดังปลุกชายหนุ่มตั้งแต่เช้า
"นายครับ...
ที่เมืองคูขาด มีร้านสรรพสินค้า แบบเดียวกับเรา
เปิดให้บริการแล้วครับ"
เสียงรายงานจากปลายสาย ทั้งตะกุกตะกัก ทั้งรีบร้อน
"แล้วรู้ไหมว่า เป็นร้านของใคร" ชายหนุ่มถามออกไป
"เป็นร้านของเสี่ยวิชัยครับ" ปลายสายตอบกลับมา
เสี่ยวิชัยนี่ก็คือเจ้าของบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า
ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำตลาดสินค้าให้กับเจ้าของแบรนด์เนมต่างๆ
ปกติแกจะไม่เล่นตลาดขายปลีก แต่เน้นหนักไปที่การขายส่ง
วันนี้แกนึกแปลกอะไรขึ้นมา จึงได้มาเปิดร้านสรรพสินค้าที่เมืองคูขาด...
"ร้านเขาใหญ่ขนาดไหนเหรอ" ชายหนุ่มถามขึ้น
"เท่าๆ กับร้านเก่าของเราที่ถูกไฟไหม้นั่นแหล่ะครับ"
ปลายสายตอบกลับมา
"บ่ายโมงตรงวันนี้ เรียกประชุมที่ปรึกษาด่วน"
ชายหนุ่มสั่งกลับไป
"ครับผม..." เสียงจากปลายสายตอบกลับมา พร้อมกับวางสายไป

ชายหนุ่มกัดกรามแน่น สายตาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย...
ปัญหาเรื่องร้านถูกไฟไหม้ ยังไม่ทันได้แก้ไขเลย
ก็ดันมาเจอปัญหาใหญ่นี้อีกแล้วสิ
แต่ยังไงเขาก็จะต้องฟันฝ่ามันไปให้ได้
"คนล้มเลิกก่อน ไม่เคยไปถึงเป้าหมาย"
คำพูดของเศรษฐีไม้เท้าทองคำยังดังก้องอยู่ในหูของเขา
ที่ห้องประชุมสำนักงานที่ปรึกษาของชายหนุ่ม
"เรามีทางเลือกอยู่ 2 ทาง" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
"หนึ่ง ถอย หรือ สองเปิดให้ใหญ่กว่าคู่แข่ง"
พูดจบ ชายหนุ่มก็มองดูหน้าของที่ปรึกษาแต่ละคน
ว่าคิดเห็นกันอย่างไร
"ถ้าจะเปิดใหญ่กว่าเก่า เราจะหาเงินทุนมาจากที่ไหน
ขนาดจะเปิดเท่าเดิม ตอนนี้เราก็ยังติดปัญหาเรื่องนี้อยู่เลยครับ"
ที่ปรึกษาคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"เรื่องเงิน ผมพอมีทางออกอยู่ ว่าแต่
เราลองมาช่วยกันวิเคราะห์หน่อยสิว่า
ถ้าเปิดเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่โต จะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่"
ชายหนุ่มตอบ ทั้งๆ ที่ในใจนั้น ยังไม่แน่ใจเรื่องช่องทางการหาเงินทุนเลย

ที่ประชุมต่างก็หาเหตุผลมาวิเคราะห์กันยกใหญ่
จนในที่สุด ก็ได้ข้อสรุปว่า ทำห้างสรรพสินค้า

"อีกสามวัน ผมจะให้คำตอบเรื่องเงินลงทุน"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับกล่าวปิดการประชุม
สามวันมานี้ ชายหนุ่มวิ่งวุ่นอยู่กับการเข้าพบผู้คน
เพื่อเสนอขายหุ้น...
การเพิ่มผู้ถือหุ้น เป็นทางเลือกที่ชายหนุ่มตัดสินใจ
เนื่องจากธนาคารไม่ปล่อยกู้เพิ่ม
การจะระดมเงินทุนก็มีวิธีนี้อีกหนึ่งทาง
การที่เศรษฐีไม้เท้าทองคำแนะนำเขาให้รู้จักบุคคลต่างๆ ในงานคืนนั้น...
มันกลับกลายเป็นโอกาสให้กับเขา
สัดส่วนการถือหุ้นของเขาเหลืออยู่เพียง 25%
แต่เขาก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่
เพราะเขากระจายหุ้นออกไปหลายบุคคล

เมื่อทุกอย่างพร้อม ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งเมืองคูขาดจึงเริ่มต้นขึ้น...
แต่กว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ จนเปิดบริการได้
มันก็คงเลย กำหนดเวลา 1 ปี ของเขาแล้วล่ะ
เพราะเขาเหลือเวลาอีกแค่ 5 เดือนกว่าๆ เอง
ขณะที่ปล่อยให้ธุรกิจห้างสรรพสินค้าดำเนินการไปนั้น
ชายหนุ่มก็ออกพบปะแวะเวียนเพื่อเยี่ยมเยียนบุคคลต่างๆ ที่เขารู้จัก ทั้งใหม่และเก่า...
เพื่อเสาะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ นั่นเอง
การที่เขาเห็นโอกาสต่างๆ จนสร้างตัวมาถึงจุดนี้ได้
ก็เพราะเขาเปิดตัวเองออกสู่โลกใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ
สถานที่ใหม่ๆ บวกกับสายตาอันชาญฉลาดของเขา
ทำให้มองเห็นโอกาสดีๆ อยู่เสมอๆ
ทุกวันนี้ ชายหนุ่มรู้ซึ้งถึงคำพูดที่ว่า
"เงินทองมีอยู่มากมายบนท้องถนน
อยู่ที่ใครจะมองเห็นมัน และไขว่ขว้าเอามา"
ทุกวันและทุกย่างก้าว
เขาเห็นโอกาสที่จะทำเงินมากมายจริงๆ
แต่มันไม่ใช่หนทางที่เขาจะสร้างตัวได้โดยเร็ววัน

มันก็แปลกดีเหลือเกิน...
คนที่ดินรนเพื่อหาโอกาส กลับมองไม่เห็นโอกาส
คนที่เห็นโอกาส กลับก้าวล่วงเกินกว่าที่จะมาจับโอกาสเหล่านั้น...
และที่สำคัญ... ไม่สามารถหยิบยื่นโอกาสที่เห็น ให้กับใครได้
ถึงแม้จะชี้แนะอย่างไร เขาก็ไม่เข้าใจหรือมองไม่ออกสักที
และก็เพราะเหตุนี่อีกล่ะสิ ที่ทำให้โอกาสยังคงมีอยู่เรื่อยไป
ทุกยุคทุกสมัย รอให้ใครบางคนมองเห็นมันเข้า

"เธอเข้าใจแล้วสิว่า...
ทำไมวันแรกที่เธอมาหาฉัน
ฉันจึงไม่บอกโอกาสดีๆ อะไรกับเธอเลย"
เศรษฐีกล่าวขึ้น หลังจากพูดคุยกันเรื่องโอกาสกับชายหนุ่ม
"ใครไม่เห็นมันด้วยตัวเอง ย่อมไม่สามารถปั้นมันขึ้นมา จากคำบอกเล่าของคนอื่นได้"
ชายหนุ่มตอบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM