Home » วิธีคิดของคนรวย » ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ บทที่ 4 หยุดทำงาน… แต่ยังคงมีรายได้อยู่

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำ บทที่ 4 หยุดทำงาน… แต่ยังคงมีรายได้อยู่

ชาวนากับเศรษฐีไม้เท้าทองคำเช้าวันรุ่งขึ้น  หนุ่มน้อยชาวนามุ่งสู่บ้านเถ้าแก่ ทันที
 
"อ้าว.. เมื่อคืนไปนอนที่ไหนล่ะ  ไม่เห็นกลับมาเลย"
เถ้าแก่ถามขึ้น เมื่อเห็นหน้าชายหนุ่ม ยืนยิ้มแป้นอยู่ที่หน้าร้าน
 
"ผมค้างคืนที่บ้านท่านเศรษฐีที่เถ้าแก่แนะนำให้นั่นแหล่ะครับ"
ชายหนุ่มตอบ
 
"โอ้โห... นี่เขาให้ลื้อเข้าพบด้วยเหรอวะ..."
 
"โชคดีน่ะครับ  ยามเข้าใจผิด คิดว่าผมคือคนที่ท่านเศรษฐีรอพบอยู่"
ชายหนุ่มเล่าเรื่องตางๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาให้เถ้าแก่ฟัง
 
"แล้ววันนี้มีแผนการอะไรบ้างล่ะ"  เถ้าแก่ถามขึ้น
 
"ผมจะมาถามเถ้าแก่ว่า  จะหาน้ำอ้อยได้ที่ไหน  เพื่อจะเอาไปขายที่หน้าโรงงาน"

 
"จะเอาน้ำอ้อยไปขายหน้าโรงงาน...  ก็เข้าท่าดีนะ"
เถ้าแก่หยุดพูด แล้วหันไปเขียนอะไรบางอย่างในสมุดฉีก
เสร็จแล้วก็ฉีกกระดาษนั้น ส่งให้ชายหนุ่ม
 
"นี่แผนที่ไปโรงงานน้ำตาลปึกที่เขาส่งของให้อั๊ว
เขาคั้นนำอ้อยเพื่อทำน้ำตาลขายน่ะ"
 
"ขอบคุณครับ"  ชายหนุ่มยกมือไหว้ก่อนจะรับแผนที่แล้วกล่าวอำลาเถ้าแก่ 
 

ที่หน้าโรงงานนำตาลเล็กๆ  ตามแผนที่ที่เถ้าแก่ให้มา
ชายหนุ่มยืนลังเลอยู่ด้านนอกสักพักหนึ่งแล้ว
 
"จริงๆแล้ว  หนูอยากดื่มน้ำอ้อยมากกว่า  แต่ไม่เห็นมีใครเอามาขายเลย"...
เสียงของสาวโรงงานคนที่ซื้อน้ำตาลปึกสองก้อนของเขา
ดังก้องขึ้นมาในหู
 
"เมื่อมีคนอยากซื้อ  เราก็ต้องขายได้แน่ๆ  
และคงมีอีกหลายคนอยากดื่มน้ำอ้อยเหมือนสาวโรงงานคนนั้นแน่ๆ"
เขาคิดในใจพร้อมกับตัดสินใจเดินเข้าไปในโรงงานทันที
 
"มีธุระอะไรหรือเปล่าพ่อหนุ่ม"  เสียงหญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม
 
"ผมอยากจะมาขอซื้อน้ำอ้อยเอาไปขายหน่อยครับ"
ชายหนุ่มตอบ
 
"จะเอาเยอะไหมล่ะ"  หญิงคนนั้นถามต่อ
 
"ผมมีเงินติดตัวแค่สองบาทเองครับ"  ชายหนุ่มตอบ
"ผมเลยตั้งใจว่าจะทำงานแลกกับน้ำอ้อยคุณป้า ได้ไหมครับ"
 
หญิงคนนั้นนิ่งคิดสักครู่หนึ่ง  และตอบไปว่า
"ก็ได้  เธอทำหน้าที่รีดน้ำอ้อยก็แล้วกัน  เดี๋ยวจะสอนให้
ส่วนค่าแรง  ป้าให้วันละ  80 บาท กินข้าวกับป้า  ตกลงไหมล่ะ"
 
"ตกลงครับ..."  หนุ่มน้อยชาวนาตกลงด้วยความยินดี
 
 
หลังจากเรียนรู้วีธีรีดน้ำอ้อยแล้ว  หนุ่มน้อยชาวนาก็ไม่รอช้า
ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารเที่ยง  เขาก็รีบทานรีบเสร็จ แล้วมาทำงานต่อทันที...
จนถึงเย็น ใกล้เวลาที่โรงงานจะเลิก
 
"ป้าครับ  ผมจะเอาน้ำอ้อยไปขายหน้าโรงงานตอนโรงงานเลิกน่ะครับ
ตอนนี้ใกล้เวลาโรงงานจะเลิกแล้วครับ"
 
หญิงวัยกลางคนมองไปที่กองอ้อยที่จะให้ชายหนุ่มรีดเอาน้ำ
พลัน แกก็ต้องตกใจ  เมื่อกองอ้อยหมดไปแล้ว  
ปกติ แกต้องรีดจนถึงค่ำเลยทีเดียว
 
"เออ  อ้อยก็หมดแล้ว  งานเอ็งก็เสร็จแล้วนี่...
เอางี้... ป้าขายส่งน้ำอ้อยให้เอ็งราคาขวดละเจ็ดบาทนะ
ค่าแรงเอ็งแปดสิบบาท  ก็ได้สิบเอ็ดขวดบวกกับเงินอีกสามบาท
แต่เอ็งเอาการเอางานแบบนี้  ข้าแถมให้เอ็งเป็นสิบห้าขวดก็แล้วกัน..."
 
"ขอบคุณมากเลยครับป้า"  ชายหนุ่มยกมือขึ้นไหว้หญิงคนนั้น
พร้อมกับรับเงินสามบาทที่หญิงคนนั้นยื่นให้
 
"ผมอยากขอยืมกระติกน้ำแข็งของป้าอันนั้นได้ไหมครับ"
ชายหนุ่มชี้ไปที่กระติกน้ำแข็งที่ใช้ใส่น้ำกินในโรงงานของป้า
 
"เอ็งจะเอาไปทำไมล่ะ"  ป้าถามขึ้น
 
"ผมจะเอาไว้แช่น้ำอ้อยในน้ำแข็ง  มันจะได้เย็นๆ เวลาขายครับ"
 
"แล้วเอ็งจะเอามาคืนป้าตอนไหนล่ะ"
 
"ตอนค่ำๆ ครับ ก่อนผมจะกลับบ้าน...  ป้าให้ผมยืมได้ไหมครับ"
 
"เอ้า... ให้ยืมก็ให้ยืม  แต่พรุ่งนี้เอ็งต้องมาช่วยป้าทำงานอีกนะ"
 
"ตกลงครับ"  ชายหนุ่มรับคำ  แล้วรีบขนน้ำอ้อยใส่ลงในกระติก
เพื่อจะได้ไปให้ทันเวลาเลิกงานของโรงงาน
 
ระหว่างทาง  เขาแวะซื้อน้ำแข็งเกร็ดด้วยเงินห้าบาท
ซึ่งเป็นเงินเก่าของเขาสองบาท  กับเงินส่วนเกินที่ป้าโรงงานน้ำตาลให้มา... 
 
 
หนุ่มน้อยชาวนามาถึงหน้าโรงงานพอดีกับเวลาเลิกงานพอดี
เขารีบเดินตรงดิ่งไปหารถเข็นขายของ ของป้าที่เคยช่วยเขาขายน้ำตาลปึก...
 
"สวัสสดีครับป้า"  ชายหนุ่มทักทายพร้อมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
 
"เออ.... หวัดดีจ้า...  วันนี้เอาอะไรมาขายล่ะ"
 
"น้ำอ้อยแช่เย็นจ้าป้า... เมื่อวานก่อน  จำได้ว่า 
มีสาวโรงงานบ่นอยากกิน แต่ไม่มีใครเอามาขาย"
ชายหนุ่มตอบ  ว่าแล้วเขาก็เปิดกระติกน้ำแข็งและจัดเรียงน้ำอ้อยทันที...
 
"ป้า.... เขาขายกันขวดละกี่บาทจ๊ะ"  ชายหนุ่มถาม
 
"เอาอีกแล้วเอ็งนี่...  ไม่รู้ราคาของที่จะขายอีกแล้ว
เขาขายกันขวดละสิบบาท"
ป้าตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
 
.......................................
เพียงอึดใจเดียว  เขาก็ขายน้ำอ้อยหมดซะแล้ว
ได้เงินทั้งหมด  150  บาท  ชายหนุ่มดีใจมากๆ
เมื่อเช้าเขามีเงินสองบาทเอง  พอตกเย็น
เขามีเงินอยู่ในกระเป๋าถึง  150  บาทแล้ว
ถ้าเขาทำงานแค่รีดน้ำอ้อยอย่างเดียว
วันนี้เขาจะทำเงินได้เพียง 80 บาท จากค่าแรงเท่านั้น
 
ชายหนุ่มรีบลาป้าขายของกลับทันที
หลังจากเอากระติกน้ำแข็งไปคืนป้าที่โรงงานน้ำตาลแล้ว
เขาก็รีบตรงไปยังคฤหาสถ์ของเศรษฐีไม้ท้าวทองคำ
เขาตื่นเต้นมากๆ  อยากรีบกลับไปเล่าให้ท่านเศรษฐีฟังเร็วๆ... 
 
ที่บ้านเศรษฐีไม้เท้าทองคำ...
หนุ่มน้อยชาวนานำน้ำอ้อยสดใส่แก้วเดินไปให้เศรษฐี
หลังจากที่แจกจ่ายอีก 4 ขวดให้กับ รปภ.หน้าประตู กับคนในบ้านไปแล้ว...
 
"วันนี้ผมได้เงินทั้งหมด  150  บาทเชียวนะครับ
แต่ผมแบ่งซื้อน้ำอ้อยมา 5 ขวดเพื่อให้กับคนอื่นๆ ในบ้านด้วย
ความจริงผมก็อยากซื้อมามากกว่านี้หรอกครับ
แต่ผมต้องเก็บเงินไว้เป็นทุนอยู่"
 
"เธอทำถูกต้องแล้วล่ะ...
แบ่ง 10% ของรายได้  เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น"
เศรษฐีพูดจบก็ดื่มน้ำอ้อยสดจนหมดแก้ว...
 
"แต่ผมยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  
ที่จะหยุดทำงานแล้วยังคงได้เงินอยู่  
อย่างที่ท่านบอกผมเมื่อคืนนี้  มันทำได้จริงๆ เหรอครับ"
ชายหนุ่มทำสีหน้างงๆ...
 
"มีสิ  ถ้าเธอสังเกตุดีๆ บวกกับความคิดอีกสักนิด
เธอก็จะเจอวิธีที่ฉันพูดถึง..."
เศรษฐีพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี
 
"ท่านจะไม่บอกผมให้ชัดเจนเลยหรือครับ"
 
"แต่ละคน  จะไม่มีวิธีการที่แน่นอนถูกต้อง
ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้น  ฉันก็จะทำอีกอย่างหนึ่ง
เธอก็จะทำในแบบของเธอ  คนอื่นก็จะทำในแบบของเขา
แต่  ทุกแบบที่ทำ อยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือ  
หยุดทำ แต่ยังมีรายได้เข้ามาอยู่...
ดังนั้น  เธอต้องหาให้เจอด้วยตัวของเธอเอง" 
 

เย็นของวันรุ่งขึ้น  ที่หน้าโรงงาน
หนุ่มน้อยชาวนานำน้ำอ้อยสดมาขายมากกว่าเมื่อวาน
เนื่องจากได้ค่าแรงจากการคั้นน้ำอ้อย  
รวมกับเงินที่ขายได้เมื่อวาน  
ทำให้เขามีน้ำอ้อยมาขายถึง  35  ขวด
 
ใช้เวลาไม่นาน  เขาก็ขายหมด  แสดงว่า ถ้ามีมากกว่านี้
เขาก็ขายหมดเช่นกัน  ความต้องการซื้อยังมีมากกว่าสินค้าที่เขานำมาขาย...
 
เขาทำแบบนี้อยู่ 7 วัน ทำให้เขามีเงินสดหมุนเวียนถึง 5,000 กว่าบาท...
และเย็นวันที่ 7 นี้เอง
 
"มีโรงงานที่ใหญ่กว่านี้อีกนะ  เอ็งรู้หรือเปล่า"
ป้าขายของถามหนุ่มน้อยชาวนา
 
"ไม่รู้จ้าป้า...  แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะครับ"
ชาวนาถามขึ้นด้วยความสนใจ
 
หลังจากป้าอธิบายทางไปโรงงานที่ใหญ่กว่านั้นให้ชายหนุ่มแล้ว
ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้น
 
"ผมสั่งเขาทำตู้แช่แบบกระจกมาอันหนึ่ง
ผมเห็นร้านขายตู้ปลาเขากำลังทำตู้ปลา
ก็เลยลองถามเขาให้ทำเป็นตู้แช่ให้
พรุ่งนี้ เขาให้ไปเอาได้..."
ชายหนุ่มหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า
 
"ถ้าผมเอาตู้แช่กระจกนี้มาลงและฝากป้าขายให้นี่
จะได้ไหมครับ...  ผมส่งของให้ป้าขวดละ  8  บาท"
 
"อ้าว... แล้วเอ็งไม่ขายแล้วเหรอ  เห็นขายดีออก"
ป้าขายของสงสัย
 
"ผมก็จะไปขายอีกโรงงานไงป้า"
หนุ่มน้อยชาวนาตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
 
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะวะ... ขายดีแบบนี้
แค่ตั้งเฉยๆ ข้าก็ได้กำไรวันละหลายร้อยแล้ว"
ป้าขายของยิ้มร่าออกมา 

 
หนึ่งเดือนผ่านไป  
หนุ่มน้อยชาวนา  กลายมาเป็นคนขายส่งน้ำอ้อยสด
ลงตู้แช่ฝากขายกับแม่ค้าในที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก
ป้าโรงงานน้ำอ้อยสดเอง  ก็ปล่อยเครดิตให้เขาด้วย
เนื่องจากเห็นในความขยันและซื่อสัตย์ของเขา
ทำให้เขาสามารถขยายสาขาได้เป็นอย่างมาก
 
ส่วนตัวเขาเอง ก็ไม่ได้ทำงานที่โรงงานน้ำอ้อยนานแล้ว
ทีแรกก็ออกมาเพื่อวิ่งส่งสินค้าตามจุดต่างๆ
แต่ตอนนี้เขามีคนงานวิ่งส่งสินค้าแทนแล้ว
พร้อมกับรถมอเตอร์ไซด์พวกอีก 1 คันเพื่อให้คนงานใช้ส่งของ
และพนักงานบัญชี พนักงานคุมสต๊อกสินค้า
 
 
 
 
"ไม่น่าเชื่อว่า  เพียงเดือนเดียว  
เธอจะสามารถวางระบบการบริหารจัดการ
จนวางมือปล่อยให้ระบบมันเดินไปได้เอง"
เศรษฐีไม้เท้าทองคำพูดกับชายหนุ่ม
 
"ก็เพราะได้ท่านช่วยแนะนำระบบบริหารจัดการให้น่ะสิครับ
ลำพังผมเอง ไม่มีปัญญาจะคิดได้หรอกครับ"
ชายหนุ่มพูดอย่างถ่อมตนเอง
 
"เธอเป็นคนเก่งและฉลาดนะ  
เพียงแต่เธอขาดโอกาสที่จะได้เรียนสูงๆ เท่านั้นเอง
...  แต่มันก็เป็นข้อดีกับเธอ
เพราะคนที่คิดว่าตนเองเรียนน้อย  ไม่มีความรู้
จะขนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา...
และที่สำคัญ...  เธอให้คนที่เขาเก่งกว่าเธอ
มาทำงานให้เธอ..."
เศรษฐี หยุดพูดพร้อมกับมองหน้าชายหนุ่ม
 
"ฉันเห็นมาเยอะ... 
คนที่เก่งแล้วพยายามทำทุกอย่างเอง
แต่เขาไม่รู้หรอกว่า มีคนเก่งกว่าเขา  
ทำให้ธุรกิจของเขาเสียโอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด"
เศรษฐียิ้มให้ชายหนุ่ม  และพูดต่อว่า
 
"คราวนี้เธอก็เข้าใจแล้วสิว่า หยุดทำงานแล้ว
แต่ยังมีรายได้อยู่  มันทำได้อย่างไร
เป้าหมายแรกที่ฉันให้เธอทำ ก็คือ
ให้มีค่าใช้จ่ายรายวัน  โดยไม่ต้องทำอะไร
แต่เธอไปได้ไกลกว่านั้นอีก
มีกระแสเงินสดเพิ่มมากขึ้นกว่ารายจ่ายประจำวัน
หลายเท่าตัวนัก..."
 
"ลำดับต่อไปของเธอก็คือ
ขยายตัวสินค้าเพิ่ม
และคิดว่าจะเอากระแสเงินสดที่ได้มา  ไปทำอะไรต่อ" 

 
ที่โต๊ะน้ำชาร้านขายส่งของเถ้าแก่เฮง
หนุ่มน้อยชาวนา เอ๊ะ ไม่ใช่แล้วสิ
ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของกิจการไปแล้ว
งั้นเราต้องเรียกเขาใหม่แล้วสิครับเนี่ย
เอ....  แล้วจะเรียกเขาว่าอะไรดีนะ
 
 
เฮียน้ำอ้อยสด...  ได้ยินใครๆ หลายคนเรียกเขาแบบนี้เหมือนกัน...
แต่ผมว่า... เรียกเขาว่า ชายหนุ่ม  ดีกว่า  หุหุ
 
 
วันนี้นอกจากชายหนุ่ม เถ้าแก่เฮงแล้ว  ยังมีแขกอีกท่าน
ซึ่งเป็นเพื่อนของเถ้าแก่เฮงนั่นเอง
นานๆ เพื่อนคนนี้จะแวะมาเยี่ยมเยียนสักที
ส่วนชายหนุ่มนั้น มักจะมาหาเถ้าแก่เฮงบ่อยๆ
 
"ธุรกิจน้ำอ้อยสด  ลื้อก็ไม่ต้องเข้าไปดูแลเต็มตัวแล้ว
ลื้อจะทำอะไรอีกล่ะ"...
เถ้าแก่เฮงหันมาถามชายหนุ่ม
 
"ผมยังไม่รู้เลยครับเถ้าแก่...  
แต่ท่านเศรษฐีบอกว่า โอกาสมันมีมากมายในท้องถนน
ใครตาแหลมคมก็จะมองเห็น"
ชายหนุ่มตอบ
 
"โอกาสมันมีเยอะแยะก็จริง
แต่ลื้อมีเวลาเหลืออีก 11 เดือนเอง
ต้องเป็นโอกาสใหญ่ๆ เท่านั้น  จึงจะบรรลุเป้าหมายได้"
เถ้าแก่เฮงเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยชายหนุ่มอย่างไรได้
 
"พูดถึงเรื่องโอกาสแล้ว
ผมส่งลูกน้องคนหนึ่งไปดูตลาดรองเท้าที่เมืองคูขาด
ตั้งใจว่าจะเข้าไปตีตลาดที่เมืองนี้  
แต่ลูกน้องกลับมารายงานว่า  ทำตลาดไม่ได้หรอก"
เฮียงเม้ง  เจ้าของโรงงานรองเท้าเอ่ยขึ้นบ้าง
 
"ทำไมล่ะเฮียเม้ง"  เถ้าแก่เฮงสงสัย
 
"ก็คนเมืองคูขาด  เขาไม่นิยมใส่รองเท้ากัน
ไปไหนมาไหน  เขาก็เดินเท้าเปล่ากันทั้งนั้น
ผมเลยหันไปทำตลาดที่เมืองปะคำแทน ขายดีมากเลย"
เฮียเม้งตอบ
 
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็เกิดปี๊งขึ้นมาทันที 
 
"เฮียเม้งครับ..."  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
 
"ให้ผมไปทำตลาดที่เมืองคูขาดให้เฮีย  เอาไหมครับ"
ชายหนุ่มพูดต่อ
 
"มันคงยากนะ  เพราะทัศนคติคนที่นั่น  เขาไม่ใส่รองเท้ากัน"
เฮียเม้งแย้งขึ้น
 
"เฮียคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เหรอครับ"  ชายหนุ่มถาม
 
"ถึงมันจะเป็นไปได้...  แต่มันยาก"  เฮียเม้งตอบ
 
ชายหนุ่มนิ่งคิดสักครู่...  แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
"ผมสนใจจริงๆนะเฮีย  
ผมคิดว่า  ถึงมันจะยาก...  แต่มันเป็นไปได้  ครับ" 
 
ทุกคนนิ่งไปพักหนึ่ง
เฮียเม้งเอ่ยขึ้นว่า
"ได้สิ  ถ้าคุณอยากทำจริงๆ  แต่ผมแนะนำว่า 
ให้คิดให้ถี่ถ้วนอีกทีดีไหม  ในความคิดของผมนะ
ยังอีกหลายปี  กว่าจะเข้าไปทำตลาดที่นั่นได้
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาหรอก  
ทำไมคุณไม่ทำอะไรที่มันง่ายกว่านี้ล่ะ"
 
"ถ้าอย่างนั้น...  พรุ่งนี้ผมโทรบอกเฮียอีกทีนะครับ
ผมจะกลับไปคิดคืนนี้ก่อนครับ"
ชายหนุ่มบอกกับเฮียเม้งไป  แต่ในใจนั้น  ตัดสินใจแล้วว่าเอาแน่...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM