Home » สรรหามาฝาก » ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

ก่อนที่เราจะมาเริ่มต้นเรียนรู้ในการสร้างเว็บไซต์เพื่อนำเสนอข้อมูลและเนื้อหาประเภทต่าง ๆ นั้น อาจจะเป็นเว็บไซต์ของหน่วยงาน องค์กร บริษัท ห้างร้าน เว็บส่วนตัว เว็บเผยแพร่ความรู้ในด้านต่าง ๆ หรือเป็นเว็บที่สร้างขึ้นมาเพื่อสำหรับทำธุรกิจออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตนั้น ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจในความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตกันก่อนนะครับ ทุกคนรู้จักอินเทอร์เน็ตกันครับ แต่ไม่รู้ความหมายของมัน มันอาจจะไม่ใช่ส่วนสำคัญมากนักกับการสร้างเว็บไซต์มากนัก แต่การรู้ความหมายปละประวัติความเป็นมาของมัน อาจจะทหให้เราต่อยอดในเรื่องอื่น ๆ ได้ครับ เพราะอินเทอร์เน็ตมันเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์อย่างแยกไม่ออก จนกระทั่งทุกวันนี้เราคิดกันว่าเว็บไซต์มันคืออินเทอร์เน็ต และอินเทอร์เน็ตมันคือเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เราท่องไปในโลกออนไลน์ แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลยครับ เว็บไซต์หรือ www มันเป็นแค่คือบริการ ๆ หนึ่งที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต เพียงแต่ว่ามันใช้งานง่าย สะดวก สื่อความเข้าใจได้ไม่ยาก และเป็นที่นิยมมากกว่าบริการอื่น ๆ ในอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ต คืออะไร,อินเทอร์เน็ต หมายถึงอะไร

อินเทอร์เน็ท(Internet) มาจากคำสองคำ คือ อินเทอร์(Inter) แปลว่า ท่ามกลางหรือระหว่าง

และคำว่า เน็ต(Net) มาจากคำว่า เน็ทเวิร์ก(Network) ที่แปลว่า เครือข่าย

เมื่อจับเอาคำทั้งสองคำนี้มารวมกันเป็น อินเทอร์เน็ต(Internet) ในระบบคอมพิวเตอร์ ก็จะหมายถึงว่า กลุ่มของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ จำนานมากมารวมกันเป็นเครือข่ายเดียวกันทั่วทั้งโลก ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกันให้เป็นไปเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

หมายเหตุ จะสังเกตุเห็นได้ว่า หากเรามีแค่เพียงคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ หากเราต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ได้นั้น เราต้องเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของเราเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยการติดต่อกับบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต(ISP) เช่น TOT,True, 3BB เป็นต้น โดยการเสียค่าบริการเป็นรายเดือนไป

แผนผังแสดงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Internet)

networkofinternet

ภาพประกอบจาก www.thaiall.com/article/internet.htm

ประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต(ข้อมูลจาก www.thaiall.com/article/internet.htm)

 

อินเทอร์เน็ต คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ตามโครงการของอาร์ป้าเน็ต (ARPAnet = Advanced Research Projects Agency Network) เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมาค.ศ.1969(พ.ศ.2512) อาร์ป้าเน็ตได้รับทุนสนันสนุนจากหลายฝ่าย และเปลี่ยนชื่อเป็นดาป้าเน็ต (DARPANET = Defense Advanced Research Projects Agency Network) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบาย และได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิดจาก 4 เครือข่ายเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ 1)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลองแองเจอลิส 2)สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด 3)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาบาร่า และ4)มหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่งดาป้าเน็ตได้โอนหน้าที่รับผิดชอบให้แก่หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในอินเทอร์เน็ต, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัครทั้งสิ้นค.ศ.1983(พ.ศ.2526) ดาป้าเน็ตตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ จึงเป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ TCP/IP เป็นข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกสื่อสารด้วยความเข้าใจบน มาตรฐานเดียวกันค.ศ.1980(พ.ศ.2523) ดาป้าเน็ตได้มอบหน้าที่รับผิดชอบการดูแลระบบอินเทอร์เน็ตให้มูลนิธิวิทยา ศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation - NSF) ร่วมกับอีกหลายหน่วยงานค.ศ.1986(พ.ศ.2529) เริ่มใช้การกำหนดโดเมนเนม (Domain Name) เป็นการสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution Database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บไซต์ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ในเครื่องบริการโดเมนเนมหรือไม่ ถ้ามีก็จะตอบกับมาเป็นหมายเลขไอพี ถ้าไม่มีก็จะค้นหาจากเครื่องบริการโดเมนเนมที่ทำหน้าที่แปลชื่ออื่น สำหรับชื่อที่ลงท้ายด้วย .th มีเครื่องบริการที่ thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของโดเมนเนมที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมดค.ศ.1991(พ.ศ.2534) ทิม เบอร์เนอร์ส ลี (Tim Berners-Lee) แห่งศูนย์วิจัย CERN ได้คิดค้นระบบไฮเปอร์เท็กซ์ขึ้น สามารถเปิดด้วย เว็บเบราวเซอร์ (Web Browser) ตัวแรกมีชื่อว่า WWW (World Wide Web) แต่เว็บไซต์ได้รับความนิยมอย่างจริงจัง เมื่อศูนย์วิจัย NCSA ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์เออร์แบน่าแชมเปญจ์ สหรัฐอเมริกา ได้คิดโปรแกรม MOSAIC (โมเสค) โดย Marc Andreessen ซึ่งเป็นเว็บเบราว์เซอร์ระบบกราฟฟิก หลังจากนั้นทีมงานที่ทำโมเสคก็ได้ออกไปเปิดบริษัทเน็ตสเคป (Browser Timelines: Lynx 1993, Mosaic 1993, Netscape 1994, Opera 1994, IE 1995, Mac IE 1996, Mozilla 1999, Chimera 2002, Phoenix 2002, Camino 2003, Firebird 2003, Safari 2003, MyIE2 2003, Maxthon 2003, Firefox 2004, Seamonkey 2005, Netsurf 2007, Chrome 2008)ในความเป็นจริงไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ ผู้ติดสิน ผู้เสนอ ผู้ทดสอบ ผู้กำหนดมาตรฐานก็คือผู้ใช้ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ก่อนประกาศเป็นมาตรฐานต้องมีการทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้นก่อน ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain Name ก็จะยึดตามนั้นต่อไป เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลพื้นฐานอาจต้องใช้เวลา

ประวัติอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย(ข้อมูลจาก http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/ictinternet/internet_thailand.htm)

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

การเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตของประเทศไทยมีจุดกำเนิดมาจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระหว่างมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกว่า "แคมปัสเน็ตเวอร์ก" ( Campus Network ) เครือข่ายดัง กล่าวได้รับการสนับสนุนจาก "ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ" ( NECTEC ) จนกระทั่งได้ เชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยสมบูรณ์ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2535 พัฒนาการ ประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยใช้ E-mail ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 โดยเริ่มที่ "มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่" เป็นแห่งแรก และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลียในช่วงเวลาต่อมา ในขณะนั้นยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อ แบบ On-line หากแต่เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ด้วย E-mail โดยใช้ระบบ MSHnet ละ UUCP โดยทางออสเตรเลียจะโทรศัพท์เชื่อมเข้ามาสู่ระบบวันละ 2 ครั้ง ในปีถัดมา NECTEC ซึ่งอยู่ภายใต้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน ( ชื่อเดิมในขณะนั้น ) ได้จัดสรรทุนดำเนินโครงการ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสถาบันอุดมศึกษา โดยแบ่ง โครงการออกเป็น 2 ระยะ การดำเนินงานใน

 ระยะแรกเป็นการเชื่อมโยง 4 หน่วยงาน ได้แก่

- กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ระยะที่สองเป็นการเชื่อมต่อสถาบันอุดมศึกษาที่เหลือ คือ

- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- มหาวิทยาลัยมหิดล
- มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตธนบุรี
- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยา เขตพระนครเหนือ
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2534 คณะทำงานของ NECTEC ร่วมกับกลุ่มอาจารย์และ นักวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาได้ก่อตั้งกลุ่ม NEWgroup ( NECTEC E-mail Working Group) เพื่อ ประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้วย E-mail โดยยังคงอาศัยสถาบัน เทคโนโลยีแห่งเอเชียเป็นทางออกสู่อินเทอร์เน็ตผ่านทางออสเตรเลีย ปี พ.ศ.2538 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้เป็นปีแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology Year ) เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารข้อมูลใน ขณะเดียวกันก็มีการดำเนินการจัดวางเครือข่ายความเร็วสูงโดยใช้ใยแก้วนำแสงเพื่อใช้เป็นสายสื่อสาร ไทยสาร เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2535 สำนักวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่าวงจร สื่อสารความเร็ว 9600บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่ "บริษัท ยูยูเน็ตเทคโนโลยี ประเทศสหรัฐอเมริกา" ภายใต้ข้อตกลงกับ NECTEC ในการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อร่วมใช้วงจรสื่อสาร จนกระทั่งในเดือนธันวาคมปีเดียวกันมีหน่วยงาน 6 แห่งที่ เชื่อมต่อแบบ On-lineโดยสมบูรณ์ ได้แก่ NECTEC ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เครือข่ายที่ก่อตั้งมี ชื่อว่า "ไทยสาร" ( Thaisarn : Thai Social/scientific ,Academic and Research Network ) หรือ "ไทยสารอินเทอร์เน็ต" ในปี พ.ศ. 2536 NECTEC ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาทีจากการสื่สารแห่งประเทศไทยเพื่อ เพิ่มความสามารถในการขนส่งข้อมูล ทำให้ประเทศไทยมีวงจรสื่อสารระดับ ที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ไทยสารอินเทอร์เน็ต 2 วงจร ในปัจจุบันวงจรเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ NECTEC ได้รับการปรับปรุงให้มีความ เร็วสูงขึ้นตามลำดับ นับตั้งแต่นั้นมาเครือข่ายไทยสารได้ขยายตัวกว้างขึ้น และมีหน่วยงานอื่นเชื่อมเข้ากับ ไทยสารอีกหลายแห่งในช่วงต่อ มากลุ่มสถาบันอุดมศึกษาประกอบด้วย สำนักวิทยบริการ จุฬาฯ ,สถาบันเทค- -โนโลยีแห่งเอเชีย,มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ร่วมตัวกันเพื่อแบ่งส่วนค่าใช้จ่ายวงจร สื่อสาร โดยเรียกชื่อกลุ่มว่า "ไทยเน็ต" ( THAInet ) สมาชิกส่วนใหญ่ของไทยสาร คือ สถาบันอุดมศึกษา กับหน่วยงานราชการบางหน่วย งาน และ NECTECยังเปิดโอกาสให้กับบุคลากรของหน่วยงานราชการที่ยังไม่มีเครือข่ายภายในเป็นของตัว เองมาขอใช้บริการได้ แต่ทว่ายังมีกลุ่มผู้ที่ต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งบริษัทเอกชนและบุคคลทั่วไปซึ่งไม่สามารถใช้บริการ จากไทยสารอินเทอร์เน็ตได้ ทั้งนี้เพราะไทยสารเป็นเครือข่ายเพื่อการศึกษาและวิจัยที่ใช้เงินงบประมาณอุดหนุนจากรัฐภาย ใต้ข้อบังคับของกฏหมายด้านการสื่อสารจึงไม่สามารถให้นิติบุคคลอื่นร่วมใช้เครือข่ายได้

บริการต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ต ที่พัฒนาตามยุคตามสมัย

1.Telnet

Telnet คือ บริการที่ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยการใช้ อินเทอร์เน็ต หากคุณได้รับสิทธิ์ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นจากเจ้า ของเครื่องหรือผู้ดูแล Telnet จะยินยอมให้คุณพิมพ์คำสั่งที่ใช้สำหรับการเข้าถึงโปรแกรมและการบริการต่างๆ ที่อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ระยะไกล ราวกับว่าคุณนั่งอยู่ตรงข้างหน้าเครื่องดังกล่าว สามารถใช้ Telnet ทำงานได้หลายอย่าง ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงอีเมล ฐานข้อมูล หรือแฟ้ม ซึ่งบริการ Telnet นี้จะทำงานในเครื่องบริการที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Unix หรือ Linuxตัวอย่างโปรแกรม เช่น NCSA Telnet

ปัจจุบันการใช้โปรแกรมนี้เริ่มลดลง เพราะมีจุดบกพร่องเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากอาจมีผู้ไม่หวังดี ใช้ Telnet แล้วแอบเก็บข้อมูลของเครื่องอื่นไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ วิธีป้องกัน เพื่อไม่ให้ถูกขโมยข้อมูลผ่าน Telnet คือใช้โปรแกรม SSH (Secure Shell) ซึ่งเข้ารหัสข้อมูลก่อนส่ง ทำให้ผู้ลักลอบไม่สามารถเห็นข้อมูลที่แท้จริง ปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Unix หรือ Linux จะมีบริการ SSH เสมอ

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.mcp.ac.th
http://windows.microsoft.com
http://www.beartai.com

telnet

โปรแกรม telnet ใน Windows XP เป็นหน้าจอมืด ๆ การใช้งานต้องเขียนคำสั่งลงไป

ผมคิดว่ามันใช้งานคล้าย ๆ กับโปรแกรมรีโมทเพื่อใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในระยะไกลน่ะแหละ และปัจจุบันก็มีโปรแกรมรีโมทหน้าจอพิวเตอร์ที่มีประสิทธิสูงอยู่หลายตัวและใช้งานง่ายกว่ามาก เช่น vnc,ultravnc,teamviwerสมมุติผมอยู่เชียงราย พอดีมีเพื่อนที่มีปัญหาเรื่องการตั้งตั้งโปรแกรมหรือมีปัญหาเรื่องการใช้งาน Windows ผมนึกภาพไม่ออกไม่เห็นหน้าจอของเพื่อน ถ้าผมอยากจะเห็นหน้าจอคอมของเพื่อน ผมต้องนั่งรถลงไปหาที่กรุงเทพเพื่อแก้ปัญหานี้ให้เชียวหรือ วิธีการง่าย ๆ ก็คือการใช้โปรแกรม Remote เช่น ultravnc หรือTeamviewerเพื่อเชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ของเพื่อนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เท่านี้ผมก็เสมือนกับว่าผมไปนั่งอยู่หน้าจอที่บ้านเขาได้อย่างสบาย ซึ่งมันใช้งานง่ายกว่า telnet มาก ๆ

2.USENET News หรือ News Group

ใน ยุคแรกของอินเทอร์เน็ต มีผู้ใช้บริการ USENET อย่างแพร่หลาย เพราะเป็นแหล่งข้อมูลให้สืบค้นขนาดใหญ่ สามารถส่งคำถาม เข้าไปตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น ทำให้เกิดสังคมของการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ปัจจุบันมีการใช้งาน USENET น้อยลง เพราะผู้ใช้หันไปใช้เว็บบอร์ดซึ่งเข้าถึงได้ง่าย และเป็นที่แพร่หลายกว่า ปัจจุบันเชื่อว่าคนไทยรู้จัก www.pantip.com มากกว่า news://soc.culture.thai

usenet

ปล. บริการในอินเทอร์เน็ตส่วนนี้ผมยังไม่เคยใช้เลยนะ แต่คงจะเป็นแหล่งชุมชนออนไลน์ที่ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันไปมา การใช้งานยุ่งยาก เลยพัฒนาเป็นระบบเว็บบอร์ดที่สามารถโต้ตอบกันได้บนเว็บไซต์ได้ทันทีซึ่งมี การใช้งานและสะดวกกว่ามาก

3.FTP (File Transfer Protocol หรือบริการโอนย้ายไฟล์ข้อมูล)

ทุกคนเคยใช้บริการนี้กันมาทั้งหมดแล้วโดยไม่รู้ตัวนะครับว่ามันคือบริการ FTP บริการหนึ่ง ๆ ในอินเทอร์เน็ต ที่ส่วนใหญ่จะดาวน์โหลดไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ที่มีปุ่มให้กดเพื่อดาวน์โหลดข้อมูลได้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะชินกับการดาวน์โหลดข้อมูล(รับไฟล์จากเครื่อง Server มายังเครื่องของตนเอง) แต่ถ้าหากจะอัพโหลดไฟล์(ส่งไฟล์ในเครื่องของตนเองไปเก็บไว้บนเครื่อง Server)บ้างล่ะ หากเราต้องการสร้างเว็บไซต์ต้องรู้จักกับบริการนี้นะครับ สามารถอัพโหลดไฟล์ไปบนเครื่อง Server เป็น จะทำการอัพโหลดไฟล์ไปไว้บน Server ได้ ต้องใช้โปรแกรมจำพวก FTP ทั้งหลาย เช่น WS FTP,Cute FTP,File Zilla ฯลฯ ปัจจุบันเราสามารถอัพโหลดข้อมูลผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ด้วยเว็บบริการฝากไฟล์ทั้งหลาย เช่น 4shared , mediafile ฯลฯ

 

3.แชทหรือการสนทนาออนไลน์(Chat)

เป็นบริการอย่างหนึ่งในอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เราสามารถสนทนาคุยกันได้ผ่านทางข้อความตัวอักษร โดยในสมัยก่อนโปแกรมที่นิยมกันมากก็คือ Pirch,MIRC,ICQ(เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ามีคนใช้กันหรืือเปล่านะ) ถัดมาเป็นยุคของ Hotmail กำลังเฟื่องฟู ด้วยการเปิดบริการ MSN Messenger ใครที่ต้องการจะใช้บริการนี้ต้องใช้อีเมล์ของ Hotmail เท่านั้น จึงทำให้ฟรีอีเมล์อย่าง hotmail มีความนิยมมากกว่าฟรีอีเมล์ที่อื่น ๆ แซงหน้าเจ้าใหญ่อย่าง yahoo ไปได้(กลยุทธ์ทางการตลาดของ hotmail ยอดมากครับ) และในยุคต่อมาเราสามารถคุยกันได้ผ่านหน้าเว็บได้เลยไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งโปรแกรมอย่าง MSN กันอีก นั่นก็คือพระเอกของเราครับ เว็บสังคมออนไลน์ยอดนิยมอันดับโลก ก็คือ Facebook ครับ เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ว่าไหมครับ

และบริการในอินเทอร์เน็ตที่เรามักคุ้นเคยและใช้งานกันมากที่สุดและเห็นได้อย่างชัดเจนมากที่สุด นั่นก็คือ อีเมล์และเว็บไซต์นั่นเอง

3.อีเมล (e-mail หรือ Electronic Mail)

ทุกคนคงทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่าอีเมล์มันคืออะไร มันก็คือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไง ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลกันได้ทั่วโลกเพียงชั่วเวลาแค่เพียงไม่กี่วินาทีเองที่สำคัญคือสะดวกรวดเร็วมากกว่าการการส่งจดหมายแบบธรรมดาที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรับส่งนานเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์ บริการอีเมลที่ได้รับความนิยมมี 2 ประเภทคือ Web-Based Mail และ POP3 บริการแบบ POP3 นั้นผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดอีเมลจากเครื่องบริการเมล์ไปเก็บไว้ในเครื่องของตนเอง แล้วจึงเปิดอ่านอีเมลเก่าได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เหมาะกับสำนักงานที่มีเครื่อง Mail Server และใช้ภายในองค์กรของตนเอง โปรแกรมที่ใช้เปิดอีเมลNแบบ POP3 เช่น Outlook,Outlook Express ที่เป็นโปรแกรมหนึ่งในชุด Microsoft Office

ผมเคยติดตั้ง Mail Server เองที่สำนักงานโดยใช้ระบบเมล์ Open Source อย่าง Open Wepmail(http://openwebmail.org) ขอบอก สุดยอดมาก ความสามารถไม่แพ้ Hotmail เลยนะ สำหรับผู้ที่ทำอาชีพด้านนี้ลองดูนะครับ ซึ่งถ้าเราต้องมานั่งทำ Mail Server และติดตั้งระบบเมล์เอง มันยุ่งยากครับ ต้องใช้ความรู้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ปัจจุบันมีผู้ให้บริการฟรีอีเมล์ที่นิยมใช้คือ hotmail,yahoo และ gmail ซึ่งมีความสะดวกต่อผู้ใช้อย่างเรา ๆ เป็นอย่างมาก ใช้งานง่าย ไม่วุ่นวาย เพียงสมัครปุ๊บก็ใช้ได้ได้ปั๊บ แถมยังใช้งานได้ฟรีอีกแน่ะ (แต่เค้ามีรายได้ต่อเดือนมหาศาลอย่างนะ จากค่าลงโฆษณาที่แพงโคตร ๆ)

4.www(World Wide Web หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเว็บ) 

บริการนี้ทุกคนใช้งานกันมากที่สุดและรู้จักกันมากที่สุดในอินเทอร์เน็ตแล้วล่ะครับ โปรดอย่าสับสนคำว่า www กับคำว่าอินเทอร์เน็ตนะครับ เพราะ www เป็นเพียงบริการ ๆ หนึ่งในอินเทอร์เน็ตที่บังเอิญว่ามันใช้งานง่าย เข้าใจง่าย และสะดวกกว่าบริการอื่น ๆ ในอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ผมรวมไปถึงบริการอีเมล์ในรูปแบบของ  Web-Based Mail(ก็คือระบบอีเมล์ที่ถูกพัฒนาให้สามารถใช้งานได้บนเว็บไซต์ได้นั่นเอง ไม่ต้องไปติดตั้งโปรแกรมรับส่งเมล์อะไรอีกให้มันรำคาญใจ) อย่าง Hotmail ด้วยนะครับ โดยที่เราจะใช้บริการ www นี้ได้ก็ต้องใช้โปรแกรมในการเรียกดูข้อมูลต่าง ๆ ทั้งตัวอักษร,รูปภาพ เสียง และอื่น ๆ ในการเรียกดู ซึ่งโปรแกรมนี้ก็คือเว็บบราวเซอร์ อย่าง IE(Internet Explorer) ที่ติดมากับ Windows หรือ FireFox ที่ต้องดาวน์โหลดมาเพิ่มเติมเอาเอง เพราะฉะนั้นอย่าสับสนนะครับว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตคือการเข้า IE หรือ FireFox

 

สรุปอีกทีนะ


และด้วยเหตุที่บริการอื่น ๆ สามารถใช้บริการได้หมดบนหน้าเว็บไซต์ เช่น อีเมล์ , Chat ,ดาวน์โหลดหรืออัพโหลดไฟล์ ,แสดงความคิดเห็นโต้ตอบกันผ่านเว็บบอร์ด หรือแม้กระทั่งการดูหนังฟังเพลง,ดูคลิบวีดีโอ,ฟังวิทยุออนไลน์,ฟังเพลงออนไลน์ และดูทีวีออนไลน์ ผู้ใช้ส่วนใหญ่จึงสับสนครับว่าการเข้าใช้งาน www หรือเว็บไซต์นั้นคือการใช้งานอินเทอร์เน็ต มันไม่ใช่นะครับ www นั้นมันเป็นบริการหนึ่ง ๆ ในอินเทอร์เน็ตแค่นั้นเอง

- อินเทอร์เน็ต คือ กลุ่มของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารและรับส่งข้อมูลกัน

- www คือ บริการอย่างหนึ่งในอินเทอร์เน็ตที่เราสามารถเรียกดูข้อมูลผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ เช่น IE หรือ Firefox โดยการที่เราจะดูข้อมูลอะไรได้นั้นทางด้านผู้ให้ข้อมูลต้องทำการจัดทำเว็บไซต์หรือสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาก่อน

- โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ เช่น IE หรือ Firefox ก็คือโปรแกรมที่ใช้เปิดดูเว็บไซต์ในการดูข้อมูลต่าง ๆ ได้นั่นเอง

และด้วยเหตุที่ว่า www หรือเว็บไซต์นั้นมันใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ผู้คนนิยมใช้กันทั่วโลก จึงเป็นแหล่งในการสร้างรายได้ออนไลน์อย่างมหาศาลในระบบอินเทอร์เน็ต ธุรกิจทั่วไปเลยยกโขยงเปลี่ยนแหล่งในการสร้างรายได้มาทำการตลาดบนอินเทอร์เน็ตเพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง จึงก่อเกิดเป็นธุรกิจออนไลน์ต่าง ๆ ขึ้นมา

ถ้าพร้อมแล้วไปเรียนรู้การสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบต่าง ๆ

เพื่อดำเนินธุรกิจออนไลน์ต่าง ๆ ของคุณกันครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.

Plugin by:aAM